หมวดหมู่: ข่าวทั่วไป

ฐิสา วริฏฐิสา ขอเวลาให้ได้เรียนรู้ เปิดใจกับ “ปั้นจั่น” เราค่อยๆ คุยกันไปก่อนนะ

By LEE กุมภาพันธ์ 23, 2019 0

ฐิสา วริฏฐิสา เป็นอีกหนึ่งสาวสวยที่เนื้อหอมสุดๆ สำหรับ ฐิสา-วริฏฐิสา ลิ้มธรรมมหิศร นางเอกซุปตาร์จากวิกหมอชิต

ฐิสา วริฏฐิสา หลังพระเอกหนุ่ม ปั้นจั่น-ปรมะ อิ่มอโนทัย ออกมาประกาศจุดยืนว่า จะขอเดินหน้าจีบ ต่อให้นานแค่ไหนก็จะรอ แถมช่วงที่ผ่านมาทั้งคู่ก็เพิ่งจะจัดทริปทำบุญกับบรรดาพี่ๆ ที่สนิท เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้คุ้นเคยกว่าเดิม

โดยล่าสุดทางด้านของ ฐิสา วริฏฐิสา ก็ได้ถือโอกาสดีออกมาอัปเดตสถานะหัวใจของตัวเอง และความประทับใจในตัวหนุ่มปั้นจั่นหลังจากที่ได้พูดคุยกัน ซึ่งเธอยอมรับว่า

ทริปทำบุญกับ พี่ปั้นจั่น ที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้างหวานหรือเปล่า ?
“ไม่ได้หวานค่ะ เราไปกันหลายคน ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ได้เป็นการเปิดตัวมากขึ้นนะคะ เราแค่ค่อยๆ ทำความรู้จักกันไปเรื่อยๆ มากกว่า ไม่ได้รีบร้อนหรือรวดเร็วอะไร ยังใจเย็นๆ กันอยู่ค่ะ”

เรารู้สึกว่าพี่เขาค่อนข้างจู่โจมเราไหม ?
“ไม่นะคะ ไม่ได้จู่โจม เพราะพี่เขารู้ว่าหนูกลัว (หัวเราะ) คือหนูเป็นคนที่ตกใจง่ายถ้าหากมีใครเข้ามาจู่โจม”

สามารถใช้คำว่าเราเปิดรับเขามากขึ้นได้ไหม หลังจากที่ได้รู้จักกัน ?
“จริงๆ ที่ผ่านมาหนูก็ไม่ได้บอกนะคะว่าหนูปิดเรื่องนี้ แต่สำหรับพี่เขาหนูคงต้องบอกว่า เราเพิ่งจะอยู่ในขั้นของคนที่เพิ่งรู้จักกัน ซึ่งพอได้รู้จักแล้วก็ถือว่าพี่เขาเป็นคนที่ค่อนข้างโอเคนะคะ”

ถามตรงๆ เราเปิดใจให้พี่เขาหรือเปล่า ?
“ก็ต้องดูกันต่อไปค่ะ ต้องค่อยๆ คุยกันไปก่อน เพราะโดยส่วนตัวหนู หนูก็บอกกับพี่เขาอย่างชัดเจนแล้วว่า ‘เราค่อยๆ คุยกันไปนะ’ เอาเป็นว่าใจเย็นๆ กันนะคะทุกคน (หัวเราะ)”

ทางพี่เขาก็คอนเฟิร์มว่าจะใช้ความอดทนพิสูจน์รักแท้ ?
“ต้องรอดูกันต่อไป ต้องรอดูด้วยว่าเขาจะรอได้จริงหรือเปล่า (ยิ้ม)”

มีโอกาสที่ความสัมพันธ์จะพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วไหม เพราะพ่อสื่อแม่สื่อก็เยอะอยู่เหมือนกัน ?
“ไม่ใช่พ่อสื่อแม่สื่อสิ แต่พี่ๆ ที่เขาไปด้วยกันกับเราทุกครั้ง เขาไปด้วยความเป็นห่วง ยังไงเราก็ยังไม่ได้ไปกันสองคนแน่ๆ ค่ะ เพราะยังต้องแสกนกันต่อไป”

พอจะบอกได้ไหมว่าเรายังมีอะไรที่กังวลในตัวพี่เขาอีก ?
“เอ่อ…ก็อย่างที่บอกค่ะเราเพิ่งจะรู้จักกัน เราเลยยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วพี่เขาเป็นคนยังไง ส่วนเรื่องในอดีตที่ผ่านมาของพี่เขา เอาตรงๆ นะคะหนูไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย เพราะหนูไม่ใช่คนที่ชอบตามข่าวหรือตามข้อมูล แต่หนูชอบอยู่กับปัจจุบันมากกว่า”

ถ้าถามในมุมของความรู้สึกเราที่มีให้พี่เขา ณ ตอนนี้เรารู้สึกอย่างไร ?
“เขาก็เป็นพี่คนหนึ่งที่เราได้คุยกัน ค่อยๆ ทำความรู้จักกันมากขึ้นค่ะ”

ช่วงนี้เรากับพี่เขาคุยกันบ่อยขึ้นไหม ?
“เรื่อยๆ ค่ะ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับต้องคุยกันตลอดเวลา เพราะส่วนใหญ่เวลาคุยกัน เราก็จะเน้นไปที่การให้กำลังใจในการทำงาน หรือขอให้ต่างฝ่ายต่างสู้ๆ คือไม่ได้มีการหยอดหรือมีคำหวานเลยค่ะ”

การที่พี่เขามีแฟนคลับเยอะทำเรารู้สึกกังวลบ้างไหม ?
“ณ ตอนนี้ก็ยังไม่ได้มีฟีดแบคอะไรเยอะมากนะคะ อาจจะเพราะด้วยความที่พี่เขาก็ออกข่าวชัดเจนในฝั่งของพี่เขาด้วยเหมือนกัน”

แสดงว่ามีฟีดแบคมาถึงเราบ้างแล้ว ?
“เอ่อ…หนูมองว่าเป็นเรื่องปกติค่ะ ที่มีทั้งฝ่ายที่เชียร์ และฝ่ายที่ไม่เชียร์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วเรื่องพวกนี้มันก็คือเรื่องที่ขึ้นอยู่กับคนสองคน และก็เป็นเรื่องที่ค่อยเป็นค่อยไปด้วย ซึ่ง ณ ตอนนี้ มันไม่สามารถระบุได้เลยว่าในอนาคตจะเป็นยังไง และในอนาคตที่หนูบอก ก็ต้องสักพักใหญ่ๆ เลยค่ะ”

ฐิสา วริฏฐิสา

ทราบข่าวไหมว่านอกจาก พี่ปั้นจั่น แล้ว มิกค์ ทองระย้า ก็ยังถูกมองว่าแข่งจีบเราด้วยเหมือนกัน ?
“จริงๆ หนูกับมิกค์เราก็ชัดเจนว่าเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่แรกแล้วนะคะ เราเป็นเพื่อนกันมาตลอด และตอนนี้เราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่”

คนมองเราเหยียบเรือสองแคม ?
“ตอนนี้หนูยังไม่ได้เลือกใครเลยสักคน”

ตอนนี้พอปั้นจั่นเขาบุกเรามากขึ้น มิกค์เขามีท่าทีว่าถอยออกมาบ้างไหม ?
“อันนี้หนูไม่รู้เลยค่ะในส่วนของเขา แต่ถ้าในส่วนของหนูคือเราก็เป็นเพื่อนกัน และเราเองก็ไม่ค่อยคุยกันเรื่องพวกนี้ด้วย”

ถามตรงๆ เรากลัวไหมที่พี่ปั้นจั่นเขาออกตัวแรงขนาดนี้ ?
“เอาจริงๆ หนูก็บอกพี่เขานะคะว่า หนูกลัวนะ หนูกลัว ซึ่งตัวพี่เขาเองก็ตกใจ คืออาจจะเป็นเพราะที่ผ่านมาหนูไม่ได้มีอะไรกับเรื่องพวกนี้เลยด้วย และพอหนูกลัวหนูก็จะหนีหายไปเลย ดังนั้นหากใครที่เข้ามารุนแรงหรือเข้ามาจู่โจม หนูก็จะรู้สึกกลัวนิดหนึ่งค่ะ”…

ตู่ นันทิดา เล่านาทีในห้อง ICU บอกขอโทษคุณพ่อ เรื่องเสพติดการช้อปปิ้ง

By LEE กุมภาพันธ์ 20, 2019 0

ตู่ นันทิดา เป็นดีว่าตัวแม่ของเมืองไทยที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี

ตู่ นันทิดา เจ้าตัวนั้นบ้าช้อปปิ้งหนักมาก ถึงขั้นเสพติดการช้อปปิ้งกันเลยทีเดียว

ล่าสุด ตู่ นันทิดา ได้มาเปิดใจถึงเรื่องราวต่างๆ ผ่านทาง รายการคุยแซ่บ Show ทางช่อง one31 ที่มี พีเค ปิยะวัฒน์ และ นุ้ย สุจิรา เป็นพิธีกรถึงเส้นทางการเป็นนักร้องว่า เราไม่เคยวาดฝันไว้เลย มันมีความบังเอิญและจังหวะชีวิตที่มันเป็นแบบนั้น เราเริ่มจากการประกวด แล้วมีครูมาเกาหลีมาสอนที่บ้าน

แล้วอะไรที่ทำให้พี่ไม่อยากร้องเพลงแล้ว?

ตู่ : “ตอนนั้นแสดงภาพยนตร์เพลงรักดอกไม้บาน ก็มีร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ และมีเพลงลูกทุ่งที่ดังมาเรื่อยๆ จนอัดแผ่นเทป แต่ข้างในรู้สึกดาวน์ ตอนนั้นไม่รับอะไรอีกแล้ว แต่เรากลับมามีไฟอีกครั้ง หลังได้ร้องเพลงสากลของตัวเอง พอเข้ามาแกรมมี่ก็มีเพลงแจ้งเกิดเพลง เกือบไปแล้ว แล้วก็เพลงดีเจเสียงใส”

พี่ตู่เคยประสบอุบัติเหตุกระดูกต้นคอมีปัญหา?

ตู่ : “เล่นละครเวที บังเอิญวิ่งชนไหล่คนคนนึงที่เล่นด้วยกัน ตอนนั้นรู้สึกทุกอย่างนิ่งไปหมด ก้าวขาไม่ได้ แต่เราก็เล่นต่อเพราะอีกนิดเดียวก็จบแล้ว จบวันนั้นก็ไปโรงพยาบาลทันที คุณหมอบอกว่ายังโอเค อนุญาตให้กลับไปเล่นพรุ่งนี้ได้ แต่พอเล่นไปทั้งหมด 51 รอบ แต่ประมาณรอบที่ 40 ต้องเลิก หมอบอกว่าไม่ได้แล้วต้องผ่าตัด ตอนนั้นหมอบอกว่าพอผ่าตัดเสร็จการร้องเพลงอาจจะไม่เหมือนเดิม เนื่องจากจุดตรงนั้นมันใกล้สายเสียงมาก”

แล้วเวลาพี่เสียงแหบต้องอัดยาไหม?

ตู่ : “พูดกันตรงๆ มันต้องใช้สเตียรอยด์ มันอันตรายมาก มันทำลายกระดูก อย่าทำ อย่าจำ มันไม่ดีเลย แต่ตอนนั้นมันเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก วันนึงมีงาน 5 งาน ช่วงนั้นค่อนข้างฉีดบ่อย แต่ว่าหลังๆ มันมีอะไรที่เป็นแพทย์ทางเลือกเข้ามา”

พี่ผ่านอะไรมาเยอะ ประสบความสำเร็จมาเยอะมาก แต่สิ่งที่พี่กลัวคือความไม่มั่นใจในตัวเอง?

ตู่ : “เป็นคำถามที่คนสงสัยเยอะมาก แต่คนใกล้ตัวจะรู้มาก จะสร้างความวิตกกังวลจนคนใกล้ตัวนอยด์ไปด้วย เวลาที่ขึ้นเวที ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ตื่นเต้นหมด เรากลัวว่าพลาดแล้วไม่มีโอกาสที่จะแก้ตัว พี่เป็นแบบนี้มาตลอด”

จริงไหมที่พี่ตู่เสพติดการช้อปปิ้ง?

ตู่ : “พี่เป็นคนที่ซื้อของแต่มีเหตุผล การช้อปปิ้งพี่สามารถทำตามใจตัวเองได้ทุกอย่าง มันเริ่มจากคุณแม่พี่เลย เขาชอบแต่งตัว ชอบช้อปปิ้งด้วย แต่พี่ซื้อแค่เสื้อผ้าอย่างเดียว”

เมื่อพูดถึงคุณแม่แล้วขอถามถึงคุณพ่อที่พี่บอกว่าเป็นคนผลักดันพี่มาถึงวันนี้ พ่อให้อะไรพี่บ้าง?

ตู่ : “สิ่งให้เรียนรู้ เราเห็นคุณพ่อ คุณแม่ให้กับทุกคนตลอด สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อให้พี่มาตลอดคือให้ชีวิตที่มีค่าสอนชีวิตให้พี่รู้ว่าลูกต้องเดินยังไง มีแผ่นที่ชีวิตให้ลูก โดยที่เราเชื่อฟัง พี่รู้สึกว่าพี่ไม่เคยมีบทลงโทษจากคุณพ่อ คุณแม่ เวลาทำผิด พี่รู้สึกว่าเวลามีอะไรคนแรกที่เราจะบอกคือป๋า พี่ใช้วิธีเดียวกันมาเลี้ยงดูน้องเพลง”

ตู่ นันทิดา

คุณพ่อสอนจนวินาทีสุดท้ายเลย?

ตู่ : “ตอนนั้นจำได้ว่าอยู่ในห้อง ICU พี่มีความรู้สึกอยากขอโทษคุณพ่อ พี่บอกว่าป๋าโกรธตู่ไหม ตู่ช้อปปิ้งตลอดเวลา เดี๋ยวนี้ก็ยังช้อปปิ้ง ป๋าบอกว่าไม่เลย ก็ป๋าเลี้ยงตู่มา ป๋าให้ลูกเรียนนู้นนี่นั่น จนลูกไม่มีเวลา ลูกไม่ชอบลูกก็ทำ ลูกไม่อยากเป็นนักร้องลูกก็เป็น ลูกทำมาตลอด ลูกมาได้รางวัลตอนอายุ 16 ปี ลูกไม่มีชีวิตวัยรุ่น ชีวิตลูกหายไป”

“เพราะฉะนั้นการที่ลูกช้อปปิ้งมันไม่ใช่เรื่อง คือมันเป็นสิ่งหนึ่งที่เราคิดมาตลอด อยากขอโทษ ป๋าบอกว่ายกโทษให้ลูกทั้งหมด แล้วป๋าบอกว่า ลูกจำได้ไหมป๋าเป็นภูมิแพ้ แล้วพี่ก็เป็นภูมิแพ้เหมือนกัน”

“ตอนที่พี่ป่วยพี่ต้องฉีดยา อาทิตย์ละ 2 เข็มฉีดมา 30 กว่าปี คุณพ่อพี่ก็ฉีดเหมือนกัน เขาก็ถามว่าลูกรู้ไหมทำไมป๋าไม่ได้ฉีดยาแล้ว ป๋าบอกว่าวันที่ลูกได้รับรางวัลป๋าไม่ป่วยอีกเลย คุณพ่อพี่หายจากภูมิแพ้เลย แล้วป๋าพูดมาคำนึงว่า ขอบคุณลูกที่ลูกที่ลูกไม่กลฏ ลูกซื่อสัตย์ทำงานมาตลอด”

วินาทีที่คุณพ่อจะจากไป คุณยังจากฟังเพลงของพี่?

ตู่ : “แน่นอน ตอนนั้นพี่ร้องเพลงให้ท่านฟังแล้วท่านก็หลับตาลง”

แต่นอกเหนือจากการร้องเพลงแล้ว สิ่งที่รักมากที่สุดคือลูกสาว?

ตู่ : “ที่สุด เขาเป็นของขวัญที่มีค่าในแก้วบัวสาย คุณยายจะพูดเสมอ ตอนนี้น้องเพลงเรียนอยู่อังกฤษ อีกปีเดียวจบแล้ว”

เวลาลูกเที่ยวไปเที่ยวกับลูก ไม่ได้ห้ามลูก เวลาลูกดื่ม ก็ดื่ม?

ตู่ : “เรื่องดื่มไม่ใช่แบบนั้น ไม่ใช่ว่าส่งเสริมลูกดื่ม”

คุณพ่อน้องเพลงปิดผับให้ลูกกับเพื่อนเพื่อความปลอดภัย?

ตู่ : “ผลปรากฎว่าหลับ น้องเพลงบอกว่าไม่อร่อย เพลงสามารถใช้ชีวิตกับเพื่อนที่เอ็นจอย หิ้วเพื่อนกลับบ้านเป็นต้น สนุก อยู่ได้เรียนรู้อะไรที่ไม่ชอบ”

ไม่ปิดเรื่องดื่ม เรื่องแฟนก็ไม่ปิด?

ตู่ : “อยู่ในวัยที่สมควร เดี๋ยวนี้ 15-16 ปี ก็เริ่มมีแฟนแล้ว ก็ได้ไงแต่ห้ามจับมือห้ามไปดูหนัง ทุกคนที่จีบน้องเพลงก็เลิกกันไปหมดเลย เรื่องการให้กำลังใจลูกบางทีเราไม่ต้องพูดแค่มองตากันก็เข้าใจ พี่จะบอกลูกตลอดว่าอย่าทิ้งพระธรรม …

ต่อง สาวิตรี หลั่งน้ำตา ชีวิตวัยเด็กสุดรันทด ถูกล้อจนฝังใจ พ่อแม่เก็บมาจากถังขยะ

By LEE กุมภาพันธ์ 17, 2019 0

ต่อง สาวิตรี โลดแล่นอยู่ในวงการมานานพอสมควร สำหรับ นักแสดงมากฝีมือ อย่าง ต่อง

ต่อง สาวิตรี ล่าสุดเจ้าตัวมาเปิดใจถึงเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ จนถึงตอนนี้ ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่อง one31 ที่มี หนิง ปณิตา และ เป็กกี้ ศรีธัญญา เป็นพิธีกร

เรื่องราวในละครที่ได้แต่บทไฮโซ แต่ในชีวิตจริงมันช่างตรงข้าม ?
“ในละครส่วนใหญ่จะเล่นเป็นคนรวย ถ้าย้อนไปตั้งแต่เรียนคนก็จะคิดว่าบ้านรวย แต่จริงๆ แล้วที่บ้านจน แต่ด้วยความที่เราเป็นตัวขาว ผมทองเหมือนฝรั่ง เวลาเราบอกว่าบ้านจนก็จะไม่มีใครเชื่อ ซึ่งเราไม่ได้เป็นคนไม่กลัวความจนและไม่รู้สึกอายด้วย ตอนเด็กๆ รู้สึกว่าจนแล้วมันสนุก แต่แรกๆ อาจจะอายนิดหน่อย แต่พอมันผ่านไปได้ก็ไม่อาย เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่มุมมองของเรามากกว่า”

เห็นว่าพี่น้องมี 6 คน มันลำบากขนาดไหน ?
“คือฐานะทางบ้านไม่ดี แต่คุณพ่อให้ลูกๆ เรียนโรงเรียนคอนแวนต์หมดเลย ค่าเทอมมันสูง ตอนเด็กๆ จนพี่ประมาณ 12-13 ปี คุณแม่ทำงานแม่บ้านฝรั่ง พอฝรั่งกลับประเทศเราก็ต้องหาที่เช่าบ้านใหม่ คุณแม่ก็เลยมาช่วยป้าขายของ ได้เงินวันละ 50 บาท ซึ่งทุกวันพฤหัสบดีพี่จะได้ไปช่วยล้างจาน และก็ได้เงินเพิ่มอีก 15 บาท แต่พี่จะแอบเอาเงินป้าตลอด เพราะรู้สึกว่าป้าให้เงินแม่น้อยไป แล้วตอนเอาเงินป้าพี่ก็ไม่ได้รู้สึกผิดนะ เพราะเราเอาไปให้แม่”

เห็นบอกว่าเคยพับถุงขายด้วย ?
“พี่ทำหลายอย่าง พี่ก็ถามป้าว่าซื้อถุงมาเท่าไหร่ เราก็พยายามพับแล้วเอาไปบังคับให้ป้าซื้อจากพี่ (หัวเราะ)”

มันทำให้เรารู้สึกหรือเป็นปมเราบ้างมั้ย?
“คนถามพี่ตลอดเลย แต่พี่ว่าไม่นะ พี่มองว่าเป็นคนจนมันสนุก พี่เป็นเด็กซนมาก ตอนอยู่ในสวน อยากกินอะไรก็ยกมือไหว้แล้วเด็ดจากต้นเลย ถามว่ามีวีรกรรมอะไรไหม เอ่อ…พี่จะมีคอนเซ็ปต์ชัดเจนตั้งแต่เด็กว่าพ่อตีได้ แม่ตีไม่ได้ มีครั้งหนึ่งแม่ไล่ตีพี่ พี่กระโดดท้องร่องหนีไปเกี่ยวกับลวดตาปูดเลย ตั้งแต่นั้นมาแม่ไม่กล้าตีพี่อีกเลย คือพี่ชนมาก”

อย่างประเด็นผมทอง หน้าเหมือนฝรั่ง ตัวขาว คนก็ล้อว่าหน้าตาไม่เหมือนพี่น้อง ?
“โดนทุกอย่างจริงๆ มันทำให้เราเป็นเด็กมีปมด้อยและมีปัญหา มันเริ่มจากเพื่อนแม่ เขาพูดว่าเก็บมาจากถังขยะ และมีคำอื่นๆ อีกมากมาย ที่พยายามบอกว่าเราไม่ใช่ลูกของพ่อแม่ ในตอนนั้นเราอาจจะเถียงไปแต่มันก็สะสมอยู่ในใจ มันมีคำถามอยู่ในใจหรือเราไม่ใช่ลูกเขาจริงๆ ด้วยความต่าง คำพูดที่ตอกย้ำ ตอนเด็กๆ ทุกคนเกิดจะรู้เพราะเราเป็นเด็กขี้สงสัย ซึ่งตอนเด็กๆ เรายังอยากจะไปเช็กที่โรงพยาบาลเลยว่าเราเกิดที่นั้นจริงหรือเปล่า ก็คิดมาเรื่อยๆ จนแม่เสียก็เลิกคิดเพราะไม่อยากได้คำตอบอะไรอีกแล้ว เอาจริงๆ พี่เคยคิดจะตรวจดีเอ็นเอเลยด้วยซ้ำ แต่ ณ ตอนนี้ก็แฮปปี้กับชีวิต ไม่สงสัยอะไรทั้งนั้น”

ได้เข้าวงการบันเทิงแต่พ่อแม่ไม่สนับสนุน ?
“พ่อไม่ชอบเลย เขาเรียกเต้นกินรำกิน คือพี่เริ่มจากการถ่ายโฆษณาก่อนแล้วค่อยมาเล่นหนัง เล่นละคร คือพ่อไม่ชอบ แต่ด้วยเงื่อนไขในการดำรงชีพมันไม่ได้ พอพ่อเลิกทำงานตอนนั้นอายุ 60 กว่า แม่เป็นแม่ค้า มันไม่พอ จังหวะดีตอนนั้นพี่ได้ถ่ายโฆษณาได้ 10 บาทให้แม่ 5 บาท พอมาเล่นหนังแรกๆ ให้แม่ครึ่งหนึ่ง มันคือเหตุผลที่ทำให้พ่อไม่ปฏิเสธในการเข้าวงการของพี่”

แล้วทำไมตอนนั้นถึงได้ถ่ายโฆษณา ?
“พี่เดินไปวัดกับน้อง ก็มีพี่คนหนึ่งชื่อพี่ต๋อมแล้วให้นามบัตร ตอนนั้นก็คิดว่าเขาสนใจน้องเรา เพราะน้องสวย เขาก็โทรศัพท์มาที่ร้านอยากให้พี่ไปแคส เราก็ลองไปแคสชิ้นแรกได้เลย คือพี่เริ่มทำงานช่วยครอบครัวตั้งแต่อายุ 13 ปี ตอนนั้นเป็นครูสอนพิเศษ พี่สอน อยู่ 6-7 ปี”

เห็นบอกว่าคุณแม่มีดูละครบ้าง แต่พ่อไม่ดูเลยจนวินาทีสุดท้ายของเขา ?
“คือพ่อไม่ชอบดูละครอยู่แล้ว จริงๆ ตอนคุณพ่อเสียพี่ทำรายการสดอยู่ แต่ที่บ้านไม่ยอมโทรมาบอก จนคุณหมอที่โรงพยาบาลโทรมาบอกว่าพ่อเสีย พี่ก็สติแตกเลย พี่รับไม่ได้ เพราะนั่นคือการสูญเสียพ่อ พอแม่เสียพี่ก็ช็อกอีก คือพี่ไม่รู้ว่าพี่รักเขาแค่ไหน เพราะตอนเราเป็นเด็กเรารู้สึกว่าเขาไม่ค่อยรัก พี่ก็จะถามพ่อตลอดว่า ‘รักติ้งต่องไหม’ ในที่สุดพ่อก็บอกว่ารัก แต่แม่ไม่เคยพูดเลย พี่ก็ถามทุกวัน วันนั้นแม่บอกกับน้องว่าติ้งต่องยังไม่มาหรอ คิดถึง พอพี่ไปถึงพี่ก็ถามว่ารักติ้งต่องมั้ย เป็นครั้งเดียวและครั้งแรกในชีวิตก่อนเขาจะเสีย เขาบอกว่ารัก”

ต่อง สาวิตรี 

ถ้าสมมติว่ามีโอกาสได้พูดกับคุณพ่ออีกครั้งจะบอกว่าอะไร ?
“คือพ่อจะหวงตลอด เพราะเราเป็นคนเดียวที่ไม่มีครอบครัว พ่อกลัวตอนแก่ๆ จะไม่มีใครดูแล ถ้าพ่อได้ยินจะบอกว่า พ่อไม่ต้องห่วง แม้จะไม่มีครอบครัว แต่สัญญาจะใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างรอบครอบ จะเก็บตังเยอะๆ แม้ไม่มีคนดูแลเราจะจ้างคนดูแลก็ได้”

โรคที่พี่เป็นรักษายังไงก็ไม่หาย ?
“พี่เป็นไทรอยด์เป็นพิษ และเป็นการกลับมาเป็นครั้งที่ 2 ตอนที่พี่อายุยี่สิบกว่าๆ พี่เป็นไฮเปอร์ไทรอยด์ชนิดเผาผลาญมาก น้ำหนักลด อาทิตย์ละ 3 โล พี่ก็ดูแลตัวเองตลอด …

ณิชา ณัฏฐณิชา พลิกคาแรกเตอร์ใน เพลิงพรางเทียน เผยเลิฟซีนนัว แต่แม่ไม่ว่า

By LEE กุมภาพันธ์ 14, 2019 0

ณิชา ณัฏฐณิชา พลิกคาแรกเตอร์อีกขั้นของการแสดงใน เพลิงพรางเทียน เผยเลิฟซีนนัวแต่แม่ไม่ว่า เปรยวาเลนไทน์นี้นัดเดตกับคุณแม่ รับช่วงนี้ไม่ได้เจอ โตโน่ ภาคิน

ณิชา ณัฏฐณิชา เป็นนางเอกที่หลายคนคุ้นกับภาพความเป็นสาวหวานสวยสดใส สำหรับ ณิชา ณัฏฐณิชา แต่ล่าสุด (13 กุมภาพันธ์ 2562) ในงานเปิดวิกบิ๊ก 3 สาวณิชา ก็ทำเอาแฟน ๆ ถึงกับฮือฮา หลังมีการปล่อยทีเซอร์ละครเรื่อง เพลิงพรางเทียน ที่เจ้าตัวรับบทเป็นนางเอกนั้นมีการพลิกคาแรกเตอร์มาเล่นร้าย แถมยังมีฉากเลิฟซีนกับพระเอก เต้น พงศกร แบบแซ่บถึงพริกถึงขิงกันเยอะมาก จนคนอดสงสัยไม่ได้ว่าจะเปลี่ยนแนวไปเล่นทางนี้แล้วหรือเปล่า

โดย สาวณิชา เผยว่า “เป็นอีกเรื่องที่ท้าทายมากและตอนถ่ายทำก็สนุกมาก เป็นการพลิกบทบาทที่ทิ้งความเป็นตัวเองไปเลย ส่วนที่หลาย ๆ ฉากมีซีนเนื้อแนบเนื้อ ก็ยอมรับว่ายากนะคะ เราเองก็มีไปเวิร์กช็อปอยู่หลายครั้ง ก่อนที่เราจะเปิดกล้องถ่ายทำเรื่องนี้ เพราะมันเป็นบทบาทที่ค่อนข้างไกลตัวมาก และยากมาก ๆ เลยค่ะ”

เป็นการสลัดลุคใสที่เราคุ้นเคยไปเลยไหม ?

ณิชา  : จริง ๆ เรื่องนี้ เล่น 2 คาแรกเตอร์ค่ะ คืออดีตกับปัจจุบัน ซึ่งในตอนอดีตก็มีความใส ๆ อยู่บ้าง ผสมดราม่า แต่ว่าในยุคปัจจุบันคือเปลี่ยนไปหมดทุกอย่างเลยค่ะ

แค่ตัวอย่างละครก็เลิฟซีนนัวเลย ?

ณิชา  : ใช่ค่ะ แต่ก็ไม่ใช่แค่หนูคนเดียวนะคะ ในเรื่องคนอื่น ๆ ก็มีเรื่องราวเวรกรรมผูกพันกันมา แต่ว่าถือว่าเยอะสุดสำหรับหนูนะคะ ตอนอ่านบทก็เตรียมตัวเตรียมใจทำการบ้าน ต้องก้าวผ่านความเป็นตัวเองไปให้ได้

แม่ว่าไหมเลิฟซีนเยอะขนาดนี้ ?

ณิชา  : ไม่ว่าค่ะ เพราะแม่ไปกองถ่ายทุกครั้งอยู่แล้ว และพี่ผู้กำกับจะคอยดูให้อยู่แล้ว ให้มันไม่มากเกินไป

ณิชา ณัฏฐณิชา

พอเล่นเรื่องนี้แล้วติดใจบทบาทแบบนี้ไหม ?

ณิชา  : จริง ๆ มันก็สนุกดีนะคะ หมายถึงการเล่นบทร้ายขึ้นมาหน่อย ไม่ใช่เลิฟซีนนะ หมายถึงว่าเราได้ระเบิดอารมณ์ ได้ลองเป็นความคิดอีกความคิดหนึ่งที่ปลดปล่อยและระเบิดทุกอย่างออกมาได้

อยากเปลี่ยนแนวมาทางนี้เลยไหม ?

ณิชา  : ยินดีนะคะ ถ้ามีอีกก็ยินดี ถ้าเป็นบทที่ท้าทายขนาดนี้ พร้อมค่ะ

ถือเป็นอีกขั้นหนึ่งของการแสดงเลยไหม ?

ณิชา า : ก็เป็นอีกขั้นหนึ่งเลยค่ะ ที่ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น เราก็ได้เติบโตขึ้นไปพร้อมกับการเล่นละครเรื่องนี้ด้วย ได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ เยอะมาก ทั้งการแสดงเป็น 2 บทบาท สลับคาแรกเตอร์ไปมาและบทที่ยากขนาดนี้

ใกล้วันวาเลนไทน์แล้วมีนัดกับใครไหม กับ โตโน่ ว่าไงบ้าง ?

ณิชา  : มีนัดกับแม่ไว้ค่ะ ไปทานข้าว ไม่มีอะไรจริง ๆ อยู่กับแม่ทั้งวันเลย ส่วนกับพี่โน่ไม่มีเลยค่ะ ช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้เจอกันด้วยค่ะ แต่ว่าก็ยังสนิทกันเหมือนเดิมนะคะ ก็คุยกันปกติเหมือนที่ผ่าน ๆ มา

ณิชา ณัฏฐณิชา

ช่วงนี้เขาลุยงานเพื่อสังคมเยอะมาก ให้กำลังใจเขายังไงบ้าง ?

ณิชา  : สุดยอดเลยค่ะ ขอให้กำลังใจตรงนี้เลยแล้วกัน โครงการเก็บรักของพี่โน่ เราก็ได้ติดตามอยู่ ถ้าว่างก็อยากไปด้วย อยากไปช่วย เพราะเรารู้สึกว่าเป็นโครงการที่ดี เราไม่ต้องรอให้ใครลุกขึ้นมาทำก่อน เพราะว่าเราก็เป็นแค่คนคนหนึ่ง เราก็สามารถช่วยกันทำได้ ทำให้สภาพแวดล้อมและสิ่งแวดล้อมที่ทุกคนอยู่ดีขึ้น ไม่ต้องทำไม่ต้องคิดอะไรเยอะ แต่แค่ทุกคนร่วมมือช่วยกันทำ

ตอนเขาเริ่มคิดจะทำเขามาปรึกษาเราไหม ?

ณิชา  : ก็มีส่งข่าวค่ะ ทางผู้จัดการเขาก็ชวน ชวนหลาย ๆ คน

แต่ก็คนโจมตีว่าเขาทำไปเพื่อสร้างภาพ ?

ณิชา  : ส่วนตัวมองว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดีย่อมมีคอมเมนต์อยู่แล้ว ย่อมมีการวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนเรื่องนี้จริง ๆ เรารู้ว่าพี่เขาเป็นคนอย่างไร เราก็รู้ว่าคนรอบตัวพี่เขาที่ไปช่วยกันทำรู้ว่าพี่เขาเป็นคนยังไง เขาตั้งใจขนาดไหนกับการทำโครงการนี้ขึ้นมา เขาคิดขึ้นมาเอง ลงมือทำด้วยตัวเอง ถ้าเจตนาเราดีจริง ๆ เราไม่ต้องไปสนคำอะไรเลย เพราะยังไงถึงเราจะสร้างภาพหรือไม่สร้างภาพมันก็เป็นประโยชน์ต่อสังคมอยู่ดี แต่เราเชื่อในตัวเขาว่าไม่ใช่อย่างนั้น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.kapook.com…

แอนนี่ บรู๊ค ปล่อยโฮชีวิตลำบาก คนใจดีบอกจะส่งลูกเรียน แต่บ่นค่าเทอมแพง

By LEE กุมภาพันธ์ 12, 2019 0

แอนนี่ บรู๊ค ปล่อยโฮ ชีวิตสุดลำบาก ดูแลลูกชาย – แม่ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พ่อ-แม่บุญธรรมบอกจะส่ง น้องฑีฆายุ เรียน บ่นค่าเทอมแพง เลยไม่ยุ่ง รู้สึกเหมือนขอเงิน

แอนนี่ บรู๊ค ทำเอานักแสดงสาวและซิงเกิลมัม แอนนี่ บรู๊ค ถึงกับยิ้มไม่ออก เพราะตอนนี้เจ้าตัวเจอมรสุมหนัก ต้องดูแลลูกชาย น้องฑีฆายุ และคุณแม่ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เพียงลำพัง ซึ่งตั้งแต่คุณแม่ล้มป่วยทำให้ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนเพิ่มมากขึ้น ล่าสุดสาวแอนนี่ บรู๊ค และน้องฑีฆายุ ได้มาเปิดใจผ่านทางรายการ คุยแซ่บShow ทางช่อง One31 ที่มี หนิง ปณิตา และเป็กกี้ ศรีธัญญา เป็นพิธีกร

โดยแอนนี่ บรู๊ค เผยว่า “ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว แอนทราบว่าลูกมีภาวะสมาธิสั้น เราก็เลยไปปรึกษาคุณหมอ เขาบอกว่าเป็นอาการเริ่มต้น ถ้าคุณแม่ดูตั้งแต่วันนี้น้องก็ไม่ต้องกินยา ซึ่งตอนนี้เขาก็ดีขึ้นมาก ๆ เมื่อก่อนนั่งนิ่ง ๆ ไม่ได้เลย”

น้องฑีฆายุ พูดเสริมว่า “คุณแม่ใช้ความรัก และเล่นกับผม ทำให้ผมดีขึ้น และตอนนี้ก็อยู่นิ่ง ๆ ได้แล้ว ตอนที่แม่ทำงานต่างประเทศผมก็ไม่อยากให้แม่ไป ตอนแม่ไปทำงานผมก็เศร้านิดหน่อย เพราะว่าผมคิดถึงแม่มาก ๆ เพราะว่าผมต้องอยู่กับลุงและป้า แต่ตอนนี้ผมก็ได้อยู่กับแม่แล้ว เวลาแม่ร้องไห้ผมทำให้แม่ไม่ร้องไห้ ผมได้บุญเยอะมาก ๆ ผมก็บอกว่าแม่สู้ ๆ นะครับ ผมรักแม่นะครับ”

เรื่องคุณแม่ป่วย สาวแอนนี่ บรู๊ค บอกว่า “เมื่อเดือนที่แล้ว คุณแม่ล้มในห้องน้ำ แล้วแกเป็นเบาหวาน โรคกระดูกพรุนด้วย พอล้มปุ๊บแกไม่ได้บอกเรา นอนแช่อึ แช่ฉี่ ลุกไม่ได้อยู่บ้านที่ลำปาง แล้วไม่มีใครอยู่ที่บ้านเลย ประมาณ 2 วันถึงมีคนไปเจอ ซึ่งแม่โทรศัพท์มาหาบอกว่ากลับมาหาแม่หน่อย พอเราไปเจอแม่ก็อยู่ในสภาพที่มีแผลกดทับแล้ว ตอนนี้ก็เลยพาแม่มาอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วยกัน พาแกไปหาหมอ แต่ใจแกไม่สู้ ลุกขึ้นนั่งได้แต่แกก็ไม่ลุก ก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้วเหมือนกัน”

ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายนั้นสาวแอนนี่บอกว่า “ช่วงปีที่ผ่านมา พอรู้ว่าลูกสมาธิสั้น แอนก็หยุดบินไปทำงานต่างประเทศใช้เงินเก็บมาตลอด แล้วไหนจะค่าเทอม เสื้อผ้า หนังสือ พาเขาไปเที่ยวห้างบ้าง จนมาถึงต้นปีที่คุณแม่ป่วยมันก็แทบจะไม่มีเงินแล้ว

ซึ่งตอนที่คุณยายยังไม่ป่วย ค่าใช้จ่ายทั้งหมดอยู่ประมาณ 50,000 บาทต่อเดือน อันนี้คือประหยัดที่สุดแล้ว แล้วเราไม่เคยขอรับบริจาคและไม่เคยยืมเงินใคร คือพอเอาคุณแม่มาเรามีเงินแค่พอกินข้าว จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ แต่ไม่มีเงินพอที่จะซื้ออุปกรณ์ใหม่ ๆ ที่จะดูแลคุณแม่ มันก็ถึงเวลาแล้วที่เราต้องขอความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหนก็ต้องขอความช่วยเหลือบ้าง

แอนก็เลยคุยกับพี่ ๆ ตลกว่าหนูไม่ไหว หนูอยากได้เตียงให้คุณแม่ ท่านเป็นแผลกดทับ แล้วเป็นเบาหวาน ถ้ามันติดเชื้อในกระแสเลือดคือวันเดียวไปเลย ก็เลยบอกว่ามีใครพอจะสนับสนุนตรงนี้ได้บ้าง ทางพวกพี่ ๆ เขาเลยจัดมาให้ ก็ดีใจมากได้เอาเตียงให้ยายนอน

ถามว่าตอนนี้เงินพอใช้ไหม ไม่พอเราก็พยายามขายของออนไลน์ อัปเดตสินค้าใหม่ ๆ เรื่อย ๆ แล้วคุยกับเพื่อน ๆ ว่าใครมีอะไรให้ทำบ้าง คือแอนไม่ขอยืมเงินใคร ไม่เบียดเบียนใคร แต่ใครมีอะไรให้แอนทำแลกเงินบ้าง คือขอแค่นี้เอง แอนไม่อยากร้องไห้ออกสื่อ ไม่อยากให้ใครมาสงสาร

พอถามว่าเหนื่อยไหม มันก็ไม่ไหวแล้วจริง ๆ ส่วนเรื่องแพลนอนาคตยังนึกอะไรไม่ออก ก็ขายของออนไลน์อยู่ อยากให้ทุกคนเปิดใจ เรามีสินค้าหลากหลายให้เลือก เพราะเราคนไทยขี้เบื่อ”

แอนนี่ บรู๊ค

เรื่องคุณพ่อ คุณแม่บุญธรรม ของน้องฑีฆายุ นั้น สาวแอนนี่ บอกว่า “วันที่เป็นข่าวมีคนเสนอตัวจะส่งเสียน้องฑีฆายุเรียนจนจบปริญญาตรี แต่พอถึงแค่อนุบาลหนึ่ง เทอมแรกค่าเทอมก็ไม่ได้แพง เขาก็บอกว่ามันแพงไป เขาใช้คำพูดเหมือนเราไปขอเงินเขา ซึ่งจริง ๆ เราไม่ได้เป็นคนขอความช่วยเหลือ

เขาเป็นคนออกตัว ออกสื่อเอง เขาใช้คำพูดที่มันเหยียบใจเรา เราก็เลยบอกว่างั้นไม่เป็นไร เดี๋ยวหนูดูแลลูกเอง เรื่องดราม่าที่ให้ลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ เพราะค่าใช้จ่ายสูงนั้น ตอนแอนทำงานต่างประเทศแอนจ่ายได้ แล้วแอนคิดว่าต่อไปนี้แอนก็จะต้องทำงานไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่ไหว

ซึ่งเราเป็นคนขยันยังไงเราก็จ่ายได้ บางคนบอกว่าไม่มีตังค์จะให้เรียนทำไม อนาคตของลูกใคร ๆ ก็อยากให้ดีกว่าพ่อกว่าแม่อยู่แล้ว แต่ตอนนี้ก็ให้ลูกย้ายโรงเรียนมาเรียนโรงเรียนใกล้ ๆ บ้าน เป็นโรงเรียนสองภาษาธรรมดา”

เรื่องหัวใจถามว่ามีใครมายื่นข้อเสนออะไรให้ไหม แอน ตอบว่า “มีนะคะ แต่ว่าถ้าเขามาไม่ได้เพราะรัก หรือว่าอยากจะช่วยเหลือจริง ๆ ตั้งใจผ่านมาก็ผ่านไป เอาเงินให้อย่างนี้ เราไม่อยากลดคุณค่าตัวเองในเวลาที่เรามีวิกฤต อย่าลดคุณค่าตัวเองเพราะสถานการณ์บีบบังคับมันไม่จำเป็น ยืนด้วยตัวเองมันจะยืนได้นาน แต่ถ้าเกิดยืนได้เพราะมีคนอื่นเข้ามาช่วย …

อาร์ต พศุตม์ รับไปงานแต่งคู่กรณีจริง ยันไม่ได้ทำร้าย พร้อมเอาเรื่องถึงที่สุด

By LEE กุมภาพันธ์ 8, 2019 0

อาร์ต พศุตม์ หลังจากมีข่าวบุกไปงานแต่งของน้องอดีตหุ้นส่วนธุรกิจนมกล้วยที่กำลังมีเรื่องราวฟ้องร้องกันอยู่

อาร์ต พศุตม์ ล่าสุดงานพิธีเปิดโครงการ “ปลูกจิตสำนึกรู้คุณแผ่นดิน ปีที่ 8” ที่ อาร์ต เดินทางมาร่วมงานเจ้าตัวก็ชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าว

“ดำเนินคดีตามกฎหมายครับ ใครที่บอกว่าผมจะไปกระทืบเขา ผมไม่ได้จะไปกระทืบ คือไปดำเนินคดีตามกฎหมาย เพียงแต่ว่าที่บอกไปบุกงานแต่ง ไม่ได้ไปบุกครับ ไปดีๆ แต่งตัวสุภาพ เรียบร้อย แค่อยากรู้ว่าทางบ้านเขารับรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ลูกเขามาทำความเดือดร้อนให้กับคนอื่นไหม แค่นั้นเอง ซึ่งคำตอบที่ได้ก็คือ รู้ครับ”

เราเช็กคิวเองใช่ไหมว่าเขามีงานไหนบ้าง ถึงตามไป ?

“ก็ที่ลงเป็นค่าหัวไป ถ้ามีข้อมูลมาหาเรา เราก็ให้ 1,000-2,000 บาท เราแค่อยากรู้ว่าเขาอยู่ไหนเท่านั้นเองไม่มีอะไร”

ก่อนหน้านี้มีโอกาสเคยเจอกันไหม ?

“เขาหนีตลอดครับ ไม่เคยเจอกันเลย จริงๆ ตัวผมไม่ได้อยากเจอเขาหรอกครับ อยากจะเจอครอบครัวเขามากกว่า ครอบครัวเขารับรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ลูกมาทำความเดือดร้อนให้คนเยอะขนาดนี้ไหม แค่นั้นเอง”

ครอบครัวเขาว่ายังไงบ้าง ?

“เขาไม่คุยครับ”

เราไปคนเดียวเลยเหรอ ?

“ใช่ครับ ถามว่ากลัวไหม กลัวทำไมเหรอครับ ถ้าเขาจะทำร้ายก็ปล่อยให้เป็นคดีอาญาไป เราจะกลัวทำไม กฎหมายที่บ้านเมืองก็มี”

เขามีท่าทีตกใจไหมที่เจอเรา ?

“ตกใจครับ แต่ก็หลบหน้าไป”

พอเรารู้ว่าทางคู่กรณีทำผิด ซึ่งครอบครัวเขามีส่วนรู้เห็นด้วย รู้สึกยังไงบ้าง ?

“ถ้าเป็นบ้านผมนะ มีคนมาฟ้องกับพ่อแม่ว่าอาร์ตไปโกงคนอื่น ผมคงโดนพ่อแม่ตบแล้ว ไม่ต้องให้คนอื่นมาประจานออกเฟซบุ๊กหรือตามขนาดนี้ แต่ทางนั้นรู้ พอผมขอคุยหน่อยครับ เขาไม่คุย”

ที่บอกเป็นคดีอาญา คือเราโดนด้วยใช่ไหม ?

“เราโดนข้อหาหมิ่นประมาท ทั้งๆ ที่พูดเรื่องจริง”

ทุกวันนี้ในโซเชียลก็จะเห็นว่าคู่กรณีเรายังใช้ชีวิตปกติ ไปเที่ยวสังสรรค์ปกติ ?

“ใช่ ถูกต้อง ตอนนี้ก็ดำเนินเกี่ยวกับ ศปก.ตร. การเร่งรัดคดี, กองปราบฯ และเกี่ยวกับภาษีของบริษัทที่เขาไม่ได้จ่ายตามกำหนด ซึ่งผมให้ข้อมูลได้แค่นี้ นอกนั้นเกี่ยวกับเรื่องคดีทั้งหมด”

อาร์ต พศุตม์

แสดงว่าความคืบหน้าของคดีนี้เป็นศูนย์เลยใช่ไหม ?

“ไม่ศูนย์ครับ แต่บอกไม่ได้ ตอนนี้ผมต้องเล่นใต้น้ำแล้ว เพราะเปิดไพ่ให้แล้วว่าเราจะไปวันนี้ ก็หนี ในเมื่อเปิดไพ่ให้แทนที่จะชนกับเรา ไม่ชน หนี ผมก็คงต้องใต้น้ำบ้างแล้ว”

ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน ?

“ยังอยู่ที่เดิมครับ”

กลัวคดีจะยืดเยื้อไหม ?

“อีก 10 ปี ผมก็จะตาม สติผมต้องเต็มร้อยทุกอย่างในการจะทำอะไรครับ ไม่อย่างนั้นป่านนี้คงจะต้องมีอยู่โรงพยาบาลกันบ้างแล้ว ผมมีสติตลอดเวลา ไม่รู้ว่าข่าวไปเขียนยังไง แต่คำพูดที่ผมจะไปกระทืบเขา ผมไม่ได้พูด ผมพูดว่า ถ้าผมจะทำ ผมทำไปนานแล้ว ผมไม่คิดจะไปทำร้ายใคร”

เราอยากผลการตัดสินออกมาเป็นอย่างไร ?

“ถึงที่สุดครับ ผมไม่รู้ว่าถึงที่สุดจะได้ระดับแค่ไหน แต่คนคนนี้ไม่ควรอยู่ในสังคมแล้ว”

เหมือนเราออกมาเป็นกระบอกเสียงแทนตัวแทนคนอื่นไปด้วย ?

“ถึงบอกไงครับว่า ทุกคนที่ดูข่าวอยู่ตอนนี้ อาร์ต พศุตม์ แรง ไปบุกงานแต่ง จะบอกว่า 1 บาทผมก็ไม่ได้นะ แล้วผมเป็นดารา ผมจะเอาชื่อเสียงเข้ามาแลกเพื่ออะไร ผมทำเพื่อความเดือดร้อนคนอื่น ผมไม่ได้ลงสมัครหาเสียงเลือกตั้ง ผมไม่ต้องการเสียง แต่ต้องการให้ทุกคนได้เงินคืน และคนคนนี้มีมาหลายคดีแล้ว”

มีใครที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเราหรือยัง ?

“ขอไม่บอกนะ เอาเป็นว่ามีคนช่วยดีกว่า”

ฝั่งเขามีท่าทีกลัวเราไหม ?

“เอาเป็นว่าไม่สนใจดีกว่า ของเราแน่กว่า”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…

ดิว อริสรา ปิดใจเล่าวันที่กิ๊กของ ไผ่ วันพอยท์ แสดงตัว ทำหงุดหงิดหนักจนอยากตบ

By LEE กุมภาพันธ์ 4, 2019 0

ดิว อริสรา เป็นสาวหุ่นไซส์มินิที่สวยและแซ่บมาก ที่สถานะตอนนี้โสดและรวยมาก

ดิว อริสรา เธอมีผลงานให้ได้ติดตามกันตลอด อย่างเล่นละครจนได้รับฉายานางร้ายมือตบ ล่าสุด ดิว ได้มานั่งเปิดใจเล่าความรักของตัวเองแบบหมดเปลือกครั้งแรก ในรายการ Club Friday Show ทางช่อง GMM25 กับความสัมพันธ์ของ ไผ่ วันพอยท์ ตั้งแต่รักกัน จนกระทั่งเลิกรากันไป

โดย ดิว เล่าว่า “ในวันที่เป็นข่าวใหญ่คือ พี่ไผ่มีกิ๊ก ที่ดิวตอบคำถามว่าไม่ได้ตกใจที่ข่าวออก แต่ตกใจที่เป็นเรื่องเล็กๆ จริงๆ ดิวไม่รู้เลย มารู้พร้อมข่าว ที่ตอบไปเพราะต้องปกป้องคนของเราก่อน ซึ่งจริงๆ รู้พร้อมทุกคน

กับข่าวแชตหลุดของพี่ไผ่กับผู้หญิงคนอื่น เราก็ไม่รู้เรื่อง เพราะตอนอยู่ในกอง ดิวไม่เล่นโทรศัพท์ คนในกองก็มาถามว่าโอเคมั้ย ดิวก็ดูโทรศัพท์ ช็อก พี่ไผ่ก็โทรมาหา แต่เราไม่รับ ไม่คุย เพราะทำตัวไม่ถูก แล้วพี่ไผ่ก็มารอที่กอง แต่ดิวไม่คุย จะไปเจอกุ๊บกิ๊บ

ซึ่งเขาก็ขับรถปาดหน้ารถตู้ สรุปคือ ให้ต่างคนต่างไปแล้วไปเจอกันที่บ้านของกุ๊บกิ๊บ เค้าก็ไปที่บ้านของกุ๊บกิ๊บ แล้วก็คุยกัน ไม่ได้มีอะไรเยอะ สุดท้ายก็แยกกันไป ดิวก็อยู่กับเพื่อน

เขาบอกทุกอย่าง ให้ดูทุกอย่าง เราก็ช็อกมาก ตอนนั้นดิวทำงานเยอะมาก เลยรู้สึกว่าเราเป็นผู้หญิงที่ดีมากในช่วงนั้นเราอาจจะทำงานหนักจนละเลย เลยไม่แปลกที่ทำงานจนไม่มีเวลาให้คนอื่น

จริงๆ คนที่เป็นกิ๊ก เราก็เคยเจอ แต่ไม่รู้จักกัน เคยไปงาน Festival แล้วเจอกัน เป็นเพื่อนของเพื่อนพี่ไผ่ ไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว ในงานเขาเอามือมาปัดชนกระเป๋าที่วางอยู่บนโต๊ะตกเป็น 20 รอบ จนหงุดหงิด

จนดิวเดินไปบอกเพื่อนพี่ไผ่ที่พาเขามาว่า ถ้าไม่เอาอีนี่กลับจะตบมันแล้วนะ พอเรากลับบ้านไปก็เล่าให้พี่ไผ่ฟังเชิงสนุก ซึ่งในวันนั้นเขาพยายามแสดงตัวตนให้เรารู้ว่า ฉันคุยกับแฟนเธอ แต่เราก็ไม่รู้เรื่อง จนวันที่มาเป็นข่าวว่าคุยกับคนนี้

พอจบเรื่องนั้น พี่ไผ่กับผู้หญิงคนนั้นก็เลิกกัน และเราก็ขอเลิกด้วย ซึ่งเขาก็ขอโทษ ขอโอกาส เราก็ไม่ให้ แต่คุณแม่เขามานอนที่บ้านเพื่อให้เรากลับบ้าน คุณแม่และน้องชายมาขอร้อง จนรู้สึกว่าบ้างทีเราต้องยอมเพื่อผู้ใหญ่ที่น่ารัก”

สถานะตอนนี้?

“ตอนนี้ก็โสด แต่ก็ยังคุยกับพี่ไผ่ด้วยว่าถ้าเจอคำถามนี้ จะตอบว่ายังไง เขาก็ถามว่าดิวจะตอบว่าอะไร ดิวก็คงจะตอบว่าแบบ สุดท้ายแล้วดิวไม่รู้ว่าสถานภาพตอนนี้ของดิวกับพี่ไผ่เป็นยังไง แต่ว่าพี่ไผ่กับดิวไม่มีทางหายไปไหนจากกันในชีวิตอยู่แล้ว ไม่ว่าจะคบหรือเลิกกัน และก็คงเหมือนเดิมตลอดไป

แต่ถ้าได้กลับมา คงแต่งงานไปเลย ที่คบๆ เลิกๆ หลายๆ คนก็คงเบื่อ จนรู้สึกว่าความสัมพันธ์ไม่ต้องระบุกันขนาดนั้น คบกันมา 6-7 ปี พอเกิดเหตุการณ์นั้น เราก็ทำใจลืมเรื่องเก่าไม่ได้ เรามีแผลเก่า เราก็ใช้ชีวิตอิสระมาก จากที่เราทำงานมาก เราก็ใช้ชีวิตอิสระของเรา แล้ว ณ วันนั้นพอเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น

เพื่อนที่มีเหลืออยู่ก็คือเพื่อนเดิมๆ ของดิว คือกุ๊บกิ๊บวัยเด็ก เลยรู้สึกว่าอยากใช้ชีวิต อยากมีเซฟโซนของเรา เผื่อวันหนึ่งถ้าเกิดอะไรขึ้นอีก เราก็จะกลับเซฟโซนของเรา เลยอาจจะทำให้ดิวดูเปลี่ยนไป แล้วมันก็กลายเป็นปัญหายาวมาถึงทุกวันนี้ แต่ปัญหาเหล่านี้ ดิวเชื่อว่า มันไม่ได้ทำให้ดิวรักพี่ไผ่น้อยลง หรือพี่ไผ่จะรักดิวน้อยลง”

ดิว อริสรา

จากวันนั้นกิ๊กของเขาเป็นยังไง?
“เขาเลิกคบก่อนที่จะเกิดเรื่องแล้ว พอบอกเลิกก็เลยมีประเด็นแชตหลุดออกมา”

ปกติเป็นคนขี้หึงไหม?
“ดิวจะเป็นคนแมนๆ ไม่ชอบคุยโทรศัพท์ทั้งวัน ไม่ชอบส่งข้อความ อยากทำไรทำ ไปไหนไปบอกตรงๆ จบ แต่พี่ไผ่จะเช็กทุกอย่าง”

ที่บอกว่าถ้ากลับมาอาจจะแต่งงานกันเลย คนแบบนี้คือคนที่ดิวจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยได้?
“ได้ มันไม่มีอะไรที่ทำให้รู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนนั้น หรือว่าเขาไม่ได้รักเราหรืออะไรอย่างนั้นเลย เขารักทั้งเรา เพื่อนเรา ครอบครัวเรา”

ครั้งหนึ่งที่พี่ไผ่โพสต์โซเชียลว่า ครั้งหนึ่งก็ต้องหมดความอดทน?
“พี่ไผ่เป็นสายดราม่าไง จะเป็นสายมุ้งมิ้ง ดราม่า พอเซนซิทีฟก็จะโพสต์ บล็อกไอจี เลิกติดตาม นี่คือกิจกรรมที่พี่ไผ่จะทำ กดตัดสาย บล็อกเบอร์โทรเข้า คือสเต็ปที่ผู้หญิงจะเป็น เขาจะเป็นกับดิว”

เขาเคยขอให้ปาร์ตี้น้อยลงไหม?
“เขาเคยขอ ตอนนั้นยังให้ไม่ได้ เขาขอให้ปาร์ตี้น้อยลง เป็นแม่ศรีเรือน เตรียมตัวจะ… ซึ่งมันไม่ใช่วัยของเราเท่าไร”

แล้วถ้าจะแต่งงานจากนี้ไป?
“มันก็คงเป็นเรื่องในอนาคต ถ้าถึงเวลานั้น ถ้าดิวตัดสินใจว่าเราจะไปทางนั้น มันก็คงต้องเป็นตามระยะเวลาไง แต่ที่ผ่านมามันยังไม่ใช่ไง”

บางครั้งคนมองว่าดิวคบกับพี่ไผ่เป็นเรื่องของเงินรึเปล่า?
“ดิวว่าเรื่องของเงินทอง หรือสิ่งที่คนรักเรามี มันก็เป็นหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้ความรักของเรามันราบรื่นขึ้น ใช้ชีวิตง่ายขึ้น แต่มันก็ไม่ได้เป็นจัยหลักที่เราใช้ชีวิตด้วยกัน ซึ่งมันก็มีคนอื่นที่มีฐานะเหมือนกัน หล่อกว่าด้วย แต่ทำไมมันต้องเป็นคนนี้

เพราะมันอาจจะมีหลายๆ อย่างที่เข้ากันได้ ดิวมีแฟนที่ดี รักดิว มีฐานะ คือฐานะคือกำไรแล้ว ที่ดิวจะได้มา ส่วนทุนในเรื่องต่างๆ ของความรักดิว ดิวคุ้มทุนแล้ว

ทุกวันนี้ดิวก็ยังทำงานหนักอยู่ ซึ่งถ้าพูดจริงๆ …

มิ้นต์-ภูผา ตอบชัดๆ คำว่า “แฟน” ไม่สำคัญ คบกัน 7 ปี ภาพมันฟ้อง…แค่มองตาก็รู้ใจ

By LEE กุมภาพันธ์ 3, 2019 0

มิ้นต์-ภูผา คบหาดูใจกันมานานถึง 7 ปี แต่ก็ยังไม่เคยปริปากพูดคำว่าแฟนให้ได้ยิน

มิ้นต์-ภูผา มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง และไฮโซหนุ่ม ภูผา เตชะณรงค์ ล่าสุดพอมีโอกาสได้เจอกับทั้งคู่ในงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนมหามงคล บรรดาสื่อก็เลยไม่พลาดเข้าไปจ่อไมค์ถาม อัปเดตความหวานให้แฟนๆ ได้ฟินจิกหมอน

ซึ่ง มิ้นต์ และ ภูผา ก็ได้ให้คำตอบว่า สถานะที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็แฮปปี้และชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนเรื่องคำว่าแฟนหรือข่าวดียังไม่อยากรีบโฟกัส เนื่องจากว่ายังมีทั้งเรื่องงานและเรื่องเรียนที่อยากจะทำให้สำเร็จก่อน

ทริปทะเลเดือดที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง ?
ภูผา : “ก็คือเวลาเรามีเวลาว่าง เราก็จะไปเที่ยวกันครับ อย่างช่วงนั้นก็เป็นช่วงปีใหม่พอดี เราก็เลยหาเวลาไปเที่ยวด้วยกันสักหน่อย ซึ่งโดยปกติแล้ว ช่วงปีใหม่ผมจะอยู่กับครอบครัวที่เขาใหญ่ แต่พอวันนั้นเสร็จจากที่บ้านก็ตามเขาไปครับ”

มิ้นต์ : “เราไปกันเยอะค่ะทริปนี้ ไปกันหลายคน สนุกสนานเฮฮาปาร์ตี้”

ภูผาเห็นมิ้นต์ใส่ชุดเซ็กซี่แล้ว รู้สึกอย่างไรบ้าง ?
ภูผา : “ผมมองว่ามันอยู่ที่โอกาสและเวลามากกว่า แถมชุดที่เขาใส่ เขาก็ให้ที่บ้านเขาดูแล้วด้วย ดังนั้นผมก็ต้องให้เกียรติเขาครับ แต่อย่ามองว่าเป็นการไฟเขียว ไฟแดงอะไรเลย ผมแค่ให้เกียรติเขาตามโอกาสครับ”

เราสองคนคบกันมากี่ปีแล้ว ?
มิ้นต์ : “เข้าปีที่ 7 แล้วค่ะ แต่ถามว่ากลัวอาถรรพ์เลข 7 ไหม เราก็ไม่ค่อยจะกลัวนะคะ”

เราคบกันมาหลายปี เรียกแฟนได้แล้วหรือยัง ?
มิ้นต์ : “ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปนะคะ เราอยู่กันแบบเพื่อน เราไม่ค่อยสวีท เวลาคุยกันเราก็คุยกันแบบเพื่อน ดูแลกันไปมา มีความเข้าใจให้กัน”

ภูผา : “ผมว่าเป็นอย่างที่เห็นดีกว่าครับ เราอยู่อย่างนี้เราก็สบายใจดี แต่ถามว่ามันช่วยพิสูจน์อะไรหลายๆ อย่างไหม อันนั้นผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะผมไม่เคยคบใครถึง 7 ปีมาก่อน (หัวเราะ)”

คบกันนานขนาดนี้ เมื่อไหร่จะมีข่าวดีสักที ?
ภูผา : “เรื่องนี้ยังไม่ได้คิดเลยครับ เพราะผมกับมิ้นต์เราก็โฟกัสกันที่เรื่องงานเป็นหลัก โดยเฉพาะธุรกิจที่ทำร่วมกัน (ภูผาเหงื่อแตก มิ้นต์ซับเหงื่อให้)”

มิ้นต์ : “ยังเรียนกันอยู่เลยค่ะ ยังเรียนไม่จบเลย (หัวเราะ)”

จะมีโอกาสได้เห็นโมเมนต์คุกเข่าขอแต่งงานเร็วๆ นี้ไหม ?
มิ้นต์ : “ยังค่ะ ตอนนี้ขอเรียนให้จบก่อน และตั้งใจจะเรียนปริญญาโทกันต่อด้วย ถ้าถามว่านานไปไหม (หัวเราะ) ไม่นานหรอกค่ะ หนูเพิ่งจะอายุ 25 เอง”

มิ้นต์-ภูผา

ภูผาเคยคิดเรื่องการมีครอบครัวบ้างหรือเปล่า ?
ภูผา : “ถ้าถามผม ตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมแฮปปี้กับการเลี้ยงหลานมากกว่า ได้อยู่กับหลานๆ ผมก็แฮปปี้แล้วครับ ส่วนเรื่องมีเป็นของตัวเอง เอาตรงๆ นะ แค่เลี้ยงหลานก็เหนื่อยแล้ว ดังนั้นเอาไว้ก่อนดีกว่าครับ”

ใกล้จะวาเลนไทน์แล้ว จะมีเซอร์ไพรส์อะไรให้เห็นไหม ?
มิ้นต์ : “เขาไม่ค่อยเซอร์ไพรส์หรอกค่ะ ถ้าเขามีอะไร เขาก็ให้แค่นั้น แค่นั้นเลยจริงๆ”

ช่วงที่ผ่านมา มิ้นต์โดนกระแสค่อนข้างเยอะ เราให้กำลังใจเขายังไงบ้าง ?
ภูผา : “อย่างที่ทุกคนก็น่าจะทราบ เนื่องจากผมไม่ได้อยู่ในวงการนี้เหมือนเขา ผมก็รู้สึกสงสารเขาเหมือนกัน อย่างเวลามีคนมาคอมเมนต์ถึงเขาต่างๆ นานา ซึ่งผมมองว่าบางทีมันก็ต้องแยกแยะกันบ้าง ว่าเรื่องราวแต่ละเรื่องมันเป็นมายังไง”

หลายๆ ครั้งที่มิ้นต์ต้องมาตอบเรื่องครอบครัวเรา เห็นแล้วรู้สึกยังไง ?
ภูผา : “จริงๆ เรื่องนี้ที่บ้านผมก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกันครับ เพราะเราก็ไม่อยากให้เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้มิ้นต์มีปัญหา เพราะที่ผ่านมามักจะมีชื่อมิ้นต์เข้าไปเกี่ยวกับสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ แต่ผมเชื่อว่าเขาแข็งแรงอยู่แล้วครับ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”

มิ้นต์ : “มิ้นต์ก็เจอดราม่ามาเยอะนะคะ ซึ่งมิ้นต์ก็มองว่าเป็นเรื่องปกติของวงการบันเทิง มิ้นต์เข้าใจได้ค่ะ”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…

อ๊อด โอภาส เปิดใจเหตุเลิก “แก้ว อภิรดี” เผยทุกวันนี้เจอ “เสธ.ต๊อด” ก็ยังไม่ชิน

By LEE มกราคม 31, 2019 0

อ๊อด โอภาส หากพูดถึงนักร้องชื่อดัง อ๊อด  อดีตสามีของนักแสดงมากฝีมือ แก้ว อภิรดี เชื่อว่าหลายคนจำได้เป็นอย่างดี

อ๊อด โอภาส ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นทั้งคู่ก็เลิกรากันมาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่มีใครรู้สาเหตุที่แท้จริง อีกทั้ง อ๊อด โอภาส ยังป่วยหนักต้องเสียค่ารักษาเดือนละเป็นแสน

ล่าสุด อ๊อด โอภาส ได้ควงลูกสาว น้องเบลล์ มาเปิดใจผ่านทางรายการ คุยแซ่บSHOW ทางช่อง ONE31 ที่มี พีเค ปิยะวัฒน์, ธัญญ่า ธัญญาเรศ และ ชมพู่ ก่อนบ่าย เป็นพิธีกร

ทำไมตอนนั้นถึงตัดสินใจแต่งงานกับพี่แก้ว?

อ๊อด : “พี่ว่าในตอนนั้นเราเข้ากันได้ในหลายๆ เรื่อง คุยกันแล้วถูกคอ ส่วนสาเหตุที่เลิกกัน มีอยู่ระยะนึงมันไม่เกี่ยวกับโรคภัยที่พี่เป็น แต่เขาอยากทำอะไรใหม่ๆ ในชีวิตของเขา เราก็คุยกัน พี่ก็บอกว่าแล้วแต่เขา ซึ่งทุกวันนี้เราก็เป็นเพื่อนกันยังคุยกันปกติ แค่เปลี่ยนสถานะจากสามี-ภรรยา แต่ลูกๆ ยังดูแลเหมือนเดิม วันที่เขามาคุยขอเป็นเพื่อนพี่ไม่ร้องไห้นะ เพราะพี่คิดว่าคนจะไปก็ต้องไป ยื้อไปก็ไม่มีประโยชน์ เราก็แยกทางกันด้วยดี บ้านก็อยู่ด้วยกันแค่สถานะเปลี่ยนไป”

แล้วการที่เราป่วยมันเป็นสาเหตุของการเลิกไหม?

อ๊อด : “ผมว่าไม่ใช่นะ ผมเป็นโรคเกี่ยวกับการอักเสบของข้อชนิดหนึ่ง สาเหตุมาจากภูมิต้านทานเรามีปัญหา พอมีอะไรนิดหน่อยก็ไม่บอกข้อ ข้อนี้ไม่ดีมันอันตรายไปบอกสมองให้สร้างแคลเซียมมาเกาะไว้ ถ้าแคลเซียมเยอะมากมันก็จะติด อย่างคอผมไม่ร้อยแล้ว มีทางเดียวคือผมต้องผ่าตัดคอ เรามีกระดูกคอหลายหลายซี่ตอนนี้ประมาณ 2 ข้อผมติดละ คือถ้ามีอุบัติเหตุชนข้างหลังผมคอหักเลย ถามว่าปวดขนาดไหน ผมโชคดีที่เป็นโรคกระดูกไขข้อแบบยึดติด มันไม่อะไรไปทับเส้นประสาท”

วิธีการเดียวที่จะแก้ได้คือต้องผ่าตัด?

อ๊อด : “ใช่ครับ แต่การผ่าตัดตรงนี้ถ้ามันไม่หนักหนาถึงขนาดใช้ชีวิตไม่ได้จริงๆ ไม่มีคุณหมอท่านไหนอยากทำ ผมก็ไม่อยากทำ เพราะมันเสี่ยง ค่าใช้จ่ายก็สูง เพราะการผ่าตัดคอตรงนี้มันจะลงไปถึงกระดูกสันหลังถ้าพลาดก็มีสิทธิเป็นอัมพาต”

ก่อนหน้าที่จะเป็น AH ไปหาหมอ หมอว่าไง?

อ๊อด : “หาอยู่ 3-4 หมอ 5 หมอ แล้วกว่าจะเจอหมอที่รักษาโรคแบบนี้ได้ คือไม่ใช่ว่าคุณหมดโรคกระดูกทุกท่านจะรักษาได้นะครับต้องเป็นคุณหมอเฉพาะทางจริงๆถึงจะทำได้ ผมหาอยู่เยอะมากกว่าจะเจอว่าตัวเองเป็นโรคอะไร เสียดายที่เจอช้าไปหน่อย เร็วกว่านี้ก็มีโอกาส เพราะยาที่ผมใช้บางอัน คนไทยไม่ค่อยเป็นก็ต้องนำเข้า ยากินนี่เรากินได้พวกกลุ่มยาเอนแซทอะไรพวกนี้แล้วก็พวกยาบางตัวอย่างเมนโทเอกเซส บางคนไม่รู้หยิบมาดูบุ๊ป นี่มันยาต้านมะเร็ง ไม่ใช่มันรักษาได้หลายอย่าง คุณหมอต้องรีบบอกแต่แรก พอผมทานยาบุ๊ปคุณหมอนั่งเฝ้าเลย ขอเวลาคุณหมดชั่วโมงนึงนั่งเฝ้าเลยถ้าแพ้อาการมันจะแรงต้องแก้ไขเดี๋ยวนั้น หมอขอเฝ้าก่อนไม่ให้ไปไหนเลย ไม่แพ้ครับ แล้วก็ใช้ยาฉีด ฉีดบุ๊ปดีทันทีเลย แต่หลังฉีดใครรู้ค่ายาก็เป็นลมหมด”

เท่าไหร่คะพี่ขอถามหน่อย?

อ๊อด : “เข็มนึงประมาณ 5 หมื่นครับ เมื่อ 2 ปีที่แล้วผมฉีด 2 อาทิตย์ครั้ง เฉลี่ยเดือนละ 2 เข็ม ก็ตกเดือนนึงก็แสนกว่าบาท แล้วมีค่ายากินอีก ตอนนี้หยุดฉีดแล้ว”

ห่วงลูกสาวไหม?

อ๊อด : “ห่วงครับ แต่ว่าผมให้อิสระในการคิด สอนวิธีการคิดเขา เราก็เจอกันแทบทุกวัน เพราะโซเชียลนี่แหละทำให้เราคุยกันตลอด”

อ๊อด โอภาส

น้องเบลล์เป็นห่วงคุณพ่อขนาดไหน?

เบลล์ : “เป็นห่วงแต่คุณพ่อไม่ค่อยบอก หนูก็คอยดูคุณพ่อตลอด ดีที่คุณพ่อชอบเล่นโซเชียล เขาก็จะอัปเดตตลอด ซึ่งถ้าย้อนไปวันที่คุณพ่อเลิกกับคุณแม่ตอนนั้นเราไปโรงเรียน แล้วคุณครูก็เอาหนังสือพิมพ์มาให้เราดู เราก็ร้องไห้ เสียใจ แต่เพราะเรายังเด็กคุณพ่อ คุณแม่ อาจจะไม่ได้บอกเรา แต่พอกลับมาบ้านก็มีการคุยกัน แต่ที่เสียใจกว่านั้นคือแม่มากระซิบข้างหูว่าจะเลือกอยู่กับใคร พอโตมาก็เข้าใจกันมากขึ้นว่าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ยังไงพ่อแม่ก็ทำหน้าที่ดูแลลูกอย่างดีมาตลอด”

ณ วันที่แม่ให้เลือกว่าจะอยู่กับใคร สุดท้ายพ่อกับแม่ไม่ได้แยกเขาอยู่บ้านเดียวกัน?

เบลล์ : “คุณพ่อก็จะมีห้องของเขา คุณแม่ก็จะมีห้องของเขา ก็จะแวะมาหา เจอกันบ่อยๆ ตอนนั้นหนูไม่ได้ขอไม่ให้เขาแยกกัน แต่เป็นเพราะเขาตกลงกันเอง เพราะเขามีลูก ไม่อยากให้ลูกๆ รู้สึกว่าขาดอะไร ทุกๆ เหตุการณ์สำคัญในชีวิตคุณพ่อ คุณแม่อยู่ข้างๆ ลูกเสมอ”

อ๊อด : “ถามว่าอยู่บ้านเดียวกันไหม ก็ใช่ แต่ต่างคนต่างก็มีบ้าน บางคนบอกว่าพี่เลิกกันแล้วทำไมต้องอยู่บ้านเดียวกัน ก็อยู่บ้านเดียวกัน แต่เราก็มีบ้านของเรา สถานะก็คือเพื่อน มีอะไรก็ปรึกษากัน”

ปรึกษาทุกเรื่องรวมถึงเรื่องรักครั้งใหม่ของพี่แก้วด้วยไหม?

อ๊อด : “ก็ปรึกษา แต่เขาจะปรึกษาในมุมที่เหมาะสม”

เบลล์ : “คุณแม่ไม่ได้ปรึกษาแค่คุณพ่อ เขาจะปรึกษาทุกคนในบ้าน เพราะเขาเป็นห่วงความรู้สึกของทุกคน เพราะมันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่หนูก็เคารพในการตัดสินใจของเขา แต่ทุกอย่างต้องใช้เวลา ครั้งแรกเจอ หนูยอมรับหนูมองหน้าเขาหนูไม่ไหว้ คือไม่ไหว้ก็เพราะไม่รู้จัก …

ต๋อง ชวนชื่น เปิดใจเรื่องครอบครัวหวิดเลิกเพราะโกหก ภรรยาหลอนยาลดความอ้วน

By LEE มกราคม 29, 2019 0

ต๋อง ชวนชื่น เป็นตลกที่ชีวิตจริงไม่ตลกอย่างที่คิด ที่เจ้าตัวมีปัญหาครอบครัวมากมาย เกือบเลิกกับภรรยาทั้งที่มีลูกด้วยกัน 2 คน แต่สุดท้ายก็กลับมาคืนดีกันได้เพราะลูก

ต๋อง ชวนชื่น  ล่าสุด ควงภรรยามา เปิดใจผ่านรายการคุยแซ่บ Show ทางช่อง ONE31 ที่มี พีเค ปิยะวัฒน์ และ บุ๋ม ปนัดดา เป็นพิธีกร

ก่อนที่จะเป็น ต๋อง ชวนชื่น เคยเป็น ต๋อง เชิญยิ้ม มาก่อน?

ต๋อง : “ตอนนั้นเล่นตลกอยู่กับน้ากล้วย เชิญยิ้ม อยู่ประมาณ 5 ปี แล้วเวลาเล่นตลกก็จะเจอกับคณะชวนชื่นเขาก็แซวอยากได้ตัวปูเรื่องที่สนุก เราก็สนใจเพราะชวนชื่นเป็นคณะใหญ่ เลยตัดสินใจลาออกจากพี่กล้วยมาหาประสบการณ์ใหม่ๆ แล้วมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่คณะชวนชื่น พี่จิ้มก็เลยให้ขึ้นไปลองโชว์ แต่เขาก็โทรศัพท์ไปหาพี่กล้วยก่อนว่าน้องออกมาอยู่กับผมพี่ว่ายังไง พี่กล้วยบอกไม่เป็นไรน้องออกไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ สมัยก่อนการการแย่งชิงตลกเป็นเรื่องใหญ่”

แสดงว่าวันที่ออกจากพี่กล้วย เชิญยิ้ม ไม่ได้ทะเลาะกันอย่างที่เป็นข่าว?

ต๋อง : “ไม่ได้ทะเลาะเลย เราไปลามาไหว้ ไม่ลืมบุญคุณคนอยู่แล้ว ทุกวันนี้ยังแวะเวียนกันอยู่เลย มีงานอะไรก็เรียกใช้ตลอด”

บางคนบอกว่าพี่ต๋องดังแล้วลืมบุญคุณไม่ไปร่วมงานศพ พ่อดม?

ต๋อง : “ผมเป็นคนที่ลงในเรื่องของข่าวน้อยเกินไป ส่วนใหญ่สมาชิกชวนชื่นจะแชร์ภาพลงในเฟซบุ๊ ไอจี หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมจะลงในวันสุดท้ายวันเผา แล้วบอกพ่อว่า ผมมาแล้ว พ่อไม่ต้องห่วง ขอบคุณที่ดูแล ผมมาส่งพ่อแล้ว ตอนนี้ผมทำใจได้แล้ว ถ้าไม่ได้พ่อดมก็ไม่ได้มาอยู่ชวนชื่น เพราะชวนชื่นเขาเป็นพี่น้องกัน ทีนี่เขาเปิดโหวต พ่อดมบอกว่าใครไม่เอาต๋องกูเอา กูชอบมัน วันที่ทราบข่าวว่าพ่อดมเสียเป็นวันที่ 5 ผมคุยกับภรรยาว่าไปหาพ่อมั้ย แต่ผมเพิ่งเปิดโฮมสเตย์แล้ววันนั้นตรงกับวันหยุดลูกค้าเยอะ เพิ่งเปิดธุรกิจปัญหาทุกอย่างมันเข้ามา เพราะเราไม่ถนัดเรื่องธุรกิจเลย อยากบอกพ่อว่าทุกคำสอนของพ่อผมจะเก็บแล้วเอามาสอนลูกหลานต่อ ขอให้พ่อไปสู่ภพภูมิที่ดี”

คุณต๋องถือเป็นตลกตัวอย่าง รักเดียวใจเดียว ไม่เจ้าชู้?

ต๋อง : “จริงๆ ตลกขึ้นชื่อว่าเจ้าชู้ทุกคน จริงๆ มันก็เจ้าชู้ธรรมชาติของผู้ชาย ด้วยความที่ผมผ่านอะไรมาเยอะ พอวันนึงเราอยากมีครอบครัวก็เลิกนิสัยตรงนั้น ก็เลยเป็นที่มาว่าครอบครัวอบอุ่น ตอนนี้แต่งงานมา 12 ปีแล้ว”

ผู้ชายคนนี้เป็นยังไง?

ฝน : “ช่วงนั้นเป็นช่วงปีใหม่ ทางบริษัทอยากได้นักแสดงมาเล่นก็เลยได้พี่ต๋องมาเล่น แล้วช่วงที่เซ็นรับเงินเขาม้แนบเบอร์โทรศัพท์มาด้วย ซึ่งเราก็โทรศัพท์ไป”

ต๋อง : “คือเขาเป็นฝ่ายบัญชี เวลาเล่นเสร็จเขาก็เอาค่าตัวมาให้ เราก็ปิ๊งเลย ซึ่งเราอายุห่างกัน 17 ปี ช่วงนั้นก็จีบเด็ก เราก็พาเขาไปดินเนอร์”

ฝน : “วันนั้นเราแต่งตัวสวยไปเลย แต่พอไปถึงเป็นร้านจิ้มจุ่มเพิงหมาแหงน เวลารถบรรทุกผ่านมาหลังคาเปิดเบาๆ

รักกันมากทำไมถึงทะเลาะกันบ่อย?

ต๋อง : “มันมีช่วงนึงที่ลูกชายคนโตอายุ 7-8 เดือน เขาก็เปลี่ยนไป แต่เราไม่ทันสังเกต เขาก็บอกว่าข้างบ้านมาแอบดูเขา แล้ววันนึงคบรอบแต่งงานไปฉลองที่พัทยา เขาก็บอกว่ามาทำไม เคยมาแล้ว คือมันพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ แล้วมีวันหนึ่งออกมาข้างนอก แล้วเขาหลับมาในรถพอถึงเราก็ปลุกเขา เขาก็บอกปลุกทำไมคนกำลังนอน แล้ววันนั้นเราก็อุ้มลูกไปให้แฟนโปรดิวเซอร์ช่วยเลี้ยง สักพักเขามาบอกว่าเมียพี่หนีไปแล้ว เราก็เลยโทรศัพท์หาเหลือเฟือให้มาหา สักพักเขาโทรศัพท์เข้ามา เราก็บอกให้มาเคลียร์กัน คือตอนนั้นเขาหลอน”

ต๋อง ชวนชื่น

แล้วอาหารหลอนที่เกิดขึ้นมันเกิดจากอะไร?

ฝน : “ยาลดน้ำหนัก เพราะว่าหลังจากคลอดน้องน้ำหนักอยู่ที่ เจ็บสิบกว่า เราก็เครียด แล้วพี่ต๋องกลับไปทำบุญที่บ้านนานมาก เราก็คิดไปว่าเขาไปมีใครมั้ย แล้วเพื่อนที่สนิทบอกว่าเขาก็บอกว่าพี่ต๋องอาจจะมีใครจริงๆ ก็ได้ ลองทานอันนี้ดูหุ่นจะกลับมาเฟิร์มเหมือนเดิม เราคิดว่าถ้าเราสวย สามีก็จะกลับมาอยู่กับเรา แล้วพอทานยาเข้าไปเรารู้สึกขยันมาก ไม่นอนเลย”

แล้วคุณต๋องรู้มั้ยว่าภรรยากินยาลดน้ำหนัก?

ต๋อง : “ยังเลย แต่พอทะเลาะกันหนักสุดเราก็ไม่ไหว ระเบิดเลย เราก็บอกว่าถ้าเป็นแบบนี้เราเลิกกัน เรื่องลูกมีอะไรไปฟ้องศาลเอา แต่ฉันขอแกกับแม่ ตอนเลิกฉันก็จะไปเลิกกับแม่ ก็ไปหาแม่ แม่ก็คุยกับฝน แล้วมาบอกผมว่าฝนกินยาลดความอ้วนที่ผสมยาบ้า มันหลอน แล้วเขาให้ฝนกราบเท้าผม”

คุณต๋องก็ระแวงภรรยาใช้เงินเยอะ?

ต๋อง : “ใช่ครับ แต่ไม่ได้คิดระแวงเขา มันมีช่วงนึงที่ทำโฮมสเตย์แล้วเงินมันบานมาก เราก็ถามกองละครว่าเงินออกหรือยัง ตอนนั้นเราให้ฝนจัดการเช็คเขาจะโอนเข้าบัญชี เขาก็บอกว่างวดแรกออกแล้ว เราก็มาถามเขา เขาก็บอกว่าไม่มี เราก็ไปถามที่กองละคร แล้วส่งไลน์หลักฐานการโอนเงินมาให้ดู เราก็มาโฟกัสที่เขาว่ามีอะไรจะอธิบายไหม คือเราโมโหที่เขาโกหก เราต้องเป็นตัวตลกของคนรอบข้าง ร่วมๆ เกือบห้าแสน”

เรารับเงินก้อนนั้นมาจริงไหม?

ฝน : “จริงคะ ช่วงนั้นเราทำธุรกิจออกไลน์ เปิดร้านด้วย เราก็คิดว่าเอาเงินก้อนนี้มาลงทุนก่อน แต่ไม่กล้าบอกเขา เพราะถ้าบอกไปคือเขาไม่โอเคแน่ๆ …