เดือน: กุมภาพันธ์ 2019

โอ๊ต วรวุฒิ ยอมขายโรงแรมเกือบร้อยล้านเพื่ออยู่กับครอบครัว

By LEE กุมภาพันธ์ 28, 2019 0

โอ๊ต วรวุฒิ เป็นอีกหนึ่งคู่รักต่างวัยที่เรื่องอายุไม่ใช่อุปสรรค สำหรับคู่ของนักแสดงรุ่นใหญ่ โอ๊ต และภรรยาสุดสวย จีน่า

โอ๊ต วรวุฒิ ตอนนี้ทั้งคู่มีโซ่ทองคล้องใจเป็นลูกชายตัวน้อยถึง 2 คน แต่งานนี้ดูเหมือนว่า คุณพ่อโอ๊ต จะติดลูกหนักมากถึงขั้นอยากจะขายธุรกิจโรงแรมที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อต้องการกลับมาอยู่กับครอบครัวที่กรุงเทพฯ กันเลยทีเดียว

ล่าสุด โอ๊ต วรวุฒิ ควงภรรยา จีน่า มาเปิดใจถึงเรื่องราวต่างๆ ผ่านทางรายการคุยแซ่บ SHOW ทางช่อง ONE31 ที่มี พีเค ปิยะวัฒน์ และ ท็อป ดาราณีนุช เป็นพิธีกร

ช่วงนี้พี่โอ๊ตพักงานในวงการ?

โอ๊ต : “จริงจบงานครั้งสุดท้ายก็ประมาณปีนึง ตอนหลังไม่ค่อยได้รับงานเบื้องหน้า เพราะไปทำงานเบื้องหลัง แล้วกลับมารับงานละครเรื่องนึง แล้วไปทำธุรกิจอยู่ต่างจังหวัด”

ตอนนี้เป็นคุณพ่อเต็มตัวเหนื่อยมั้ย?

โอ๊ต : “เหนื่อยแต่มีความสุขมาก คนไม่มีลูกไม่มีทางรู้เลยว่าเวลามีลูกมันจะมีความสุขแค่ไหน โอ้โห…มันมหัศจรรย์มาก”

ตอนนี้ครอบอยู่กรุงเทพฯ แต่พี่โอ๊ตมีธุรกิจอยู่ที่บุรีรัมย์?

โอ๊ต : “มีที่บุรีรัมย์กับพัทยา ที่บุรีรัมย์เป็นธุรกิจโรงแรมแต่เป็นโรงแรมขนาดเล็ก i99bet ประมาณ 40 ห้องจริงๆ บุรีรัมย์จะเป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ เราก็เลยไปสร้างโรงแรมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ตอนนี้โรงแรมใกล้เสร็จแล้วครับ”

แล้วทั้งคู่อายุห่างกันกี่ปีไปเจอกันที่ไหน?

โอ๊ต : “อายุห่างกัน 21 ปี ผมไปเจอเขาที่ร้านเพื่อน แล้วเขาเหมือนเป็นรุ่นน้องของเพื่อน ก็ได้คุยกัน”

จีน่า : “วันนั้นก็มีแลกเบอร์กัน ตอนนั้นยังไม่มีอะไร นานๆ ทีถึงจะทักทีนึง ถามว่าเขาบุกยังไง หนูบุกเอง คือเพื่อนเขาแนะนำให้รู้จัก เขาก็เลยบอกขอไลน์ไว้หน่อย ตอนนั้นก็ชอบคนมีอายุ เซอร์ๆ หนวดๆ แบดๆ ดี”

ขอย้อนเวลาก่อนที่จะเจอจีน่า เจ้าชู้หนักขนาดไหน?

โอ๊ต : “อย่างที่บอกมันน่าจะเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ชายที่มีปัญหาในเรื่องของครอบครัว ตอนที่เรามีแฟนเราไม่ได้เป็นแบบนั้น ตอนเรามีแฟนเก่าแล้วก็เลิกรากันไป”

มันเป็นปมหรือเปล่า?

โอ๊ต : “ก็ใช่แหละ เรารู้สึกว่าเราไม่อยากจริงจังกับใครแล้ว เราไม่อยากมีครอบครัวอีกแล้ว กลัว คิดว่าจะอยู่เป็นโสดไปตลอดชีวิต ทีนี้ก็อยู่คนเดียวไม่ได้ก็ต้องออกข้างนอกตลอดเวลา ก็ใช้ชีวิตแบบเสเพล อาจจะเห็นแก่ตัวบ้าง เลวบ้างในสายตาของคนอื่นก็ยอมรับ”

คำว่าเสเพลขอเป็นยอดสถิติดีกว่า คือคบซ้อนทีละกี่คน?

โอ๊ต : “ก็เยอะ แต่ไม่ถึงขั้นสาวๆ ตบตีกันแย่งเรา เขาไปเคลียร์กันข้างหลังเอง ก็ใช้ชีวิตเสเพลมาประมาณ 6-7 ปี พอมันเริ่มเหนื่อยกับตรงนั้นก็เลยอยากหาอะไรโฟกัส เราเริ่มรู้สึกว่าเราอยากมีแค่คนคนเดียวแล้วโฟกัสไปกับเขา คือเวลาไปไหนมาไหนมันคิดถึงคนคนเดียวมันมีความสุขมากกว่า แต่อดีตมันก็คืออดีต ปัจจุบันมันเข้าที่เข้าทางหมดแล้ว”

โอ๊ต วรวุฒิ

แล้วมันมีเกณฑ์อะไรมาเลือกว่าจะอยู่กับใคร?

โอ๊ต : “ผมใช้ความรู้สึกเป็นหลัก ไม่เกี่ยวกับระยะเวลา ช่วงนั้นจีน่าเขาเข้ามา แล้วมีความรู้สึกว่าเวลาอยู่กับเด็กคนนี้แล้วมีความสุขมาก รู้สึกเอ็นดูเขา แต่ต้องบอกเลยว่าไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีแฟนเด็กขนาดนี้ แล้วก็ไม่ชอบด้วย เพราะมีความรู้สึกว่าเด็กคุยยาก”

หล่อขนาดนี้ สาวๆ วิ่งเข้าหาเยอะ จีน่าห่วงมั้ย?

จีน่า : “ตอนนั้นนั้นก็ห่วงนิดหน่อย แต่เขาทำให้เรามั่นใจ จริงใจ คือเขาเป็นยังไงเขาก็แสดงออกชัดเจนเลย”

โอ๊ต : “ผมเป็นมนุษย์ที่ไม่โกหก รับได้ก็รับ รับไม่ได้ก็ต้องรับก็บอกเขาหมด”

ถามจีน่าอะไรที่ชนะใจเรา?

จีน่า : “ก็ความจริงใจ จริงจังของเขาที่เข้าไปคุยกับแม่เราจริงจังที่จะคบเราเป็นแฟน”

โอ๊ต : “คบประมาณ 1 เดือน แล้วเข้าไปขอพ่อแม่เขาว่า ขอคบลูกสาวเขาเป็นแฟนแล้วก็ขอมีลูกเลย ตอนนั้นแม่หน้านิ่งมาก ไม่ยิ้ม ไม่อะไรเลย คือวันนั้นผมเดินเข้าไปสวัสดี แล้วเดินเข้าไปขอลูกสาวเขาเป็นแฟน แล้วก็ว่าจะขอมีลูกด้วยเลย แม่ก็ถามว่าทำไมรวดเร็วขนาดนั้น ผมก็เลยบอกว่ากลัวผมตายก่อน แม่ก็บอกว่าคบกันไปก่อน ดูกันไปก่อน แล้วตอนหลังคุณแม่เขามาสารภาพว่าเป็นแฟนคลับเราติดตามผลงานเราอยู่”

ณ ตอนนี้ถือเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แฮปปี้มาก?

โอ๊ต : “ผมว่าจุดหนึ่งคือการมีลูก ลูกนี่เปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนทัศนคติส่วนตัว มีมุมมอง คือโฟกัสมันเปลี่ยนที่ มันไปอยู่ที่ลูก มันเกิดการไม่ได้คาดหวัง ไปอยู่ที่ลูกทั้งหมด”

เคยคิดอยากจะออกจากวงการเพื่อจะได้อยู่กับลูกมากขึ้นมั้ย?

โอ๊ต : “ไม่เคยคิดเลิกเลย มันเหมือนอยู่ในสายเลือดของเราไปแล้ว คือยังคิดถึงวงการ คิดถึงการทำงานตลอดเวลา แต่เราอยากหาอะไรที่มันมั่นคงเป็นหลักประกันให้กับลูก แล้วอีกอย่างเราชอบทำธุรกิจอยู่แล้ว มันก็กลายเป็นสิ่งที่เราทำประจำ ที่บุรีรัมย์โรงแรมมี 40 ห้อง 2 อาคาร แต่พอทำไปแล้วมันอยู่ไกลบ้าน เราคิดถึงลูก คือโปรเจคนี้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีลูกคนที่ 2 …

เง็ก กัลยา เปิดใจความรู้สึกวันที่ถูกพรากลูกชายไปจากอกนานนับ 10 ปี

By LEE กุมภาพันธ์ 27, 2019 0

เง็ก กัลยา โลดแล่นอยู่ในวงการมานานพอสมควร สำหรับนักแสดงมากฝีมืออย่าง เง็ก

เง็ก กัลยา เธอนั้นเคยแต่งงานมาแล้ว แต่น้อยครั้งที่เจ้าตัวจะพูดถึงเรื่องครอบครัว ล่าสุดเจ้าตัวได้มาเปิดใจผ่านทางรายการคุยแซ่บ Show ทางช่อง one31 ที่มี หนิง ปณิตา และ ธัญญ่า ธัญญาเรศ เป็นพิธีกร

อยู่วงการมานาน เคยแต่งงานมาแล้ว แต่ไม่เคยพูดเรื่องครอบครัวเลย?

เง็ก : “ใช่ค่ะ ส่วนมากจะไม่ค่อยพูดเรื่องครอบครัวสักเท่าไหร่ คือมันผ่านมานานมาก เพราะตอนนี้ลูกชายก็ 20 ปีแล้ว ซึ่งตอนที่แต่งก็แต่งกันเงียบๆ ไม่ได้หวือหวาหรือมีพิธีใหญ่โตอะไร”

ปิดข่าวเรื่องครอบครัวจริงหรือเปล่า?

เง็ก : “มันก็ไม่ได้ถึงขั้นปิดข่าวนะคะ คือช่วงที่เรามีสามี มีครอบครัว ก็เลี้ยงลูกใช้ชีวิตไปตามปกติ แต่ด้วยผ่านมาสักระยะ เราอยู่ด้วยกันไม่ได้ก็เลยต้องแยกทางกันไป ใช้ชีวิตคู่ได้สักประมาณ 4 ปีกว่าค่ะ”

เหตุผลหลักที่ต้องตัดสินใจแยกทางกับสามีคืออะไร?

เง็ก : “เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ การที่ผู้ชายเจ้าชู้อะไรแบบนี้ ถึงแม้ว่าจะผ่านมาแล้วเรื่องมันก็จบ i99bet แต่ในความรู้สึกลึกๆ ของเราแล้ว เรารู้สึกได้เลยว่าอันนี้มันไม่ใช่ แล้วพอมันเริ่มรู้สึกเยอะๆ เราก็จะเป็นคนที่แบบว่าตัดออกเลย ก็ปล่อยเขาไป”

เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นเพราะว่าเราแต่งงานเร็วไปหรือเปล่า?

เง็ก : “จริงๆ มันก็เห็นกันมานั่นแหละ แต่ไม่คิดว่ามันจะมาเป็นแบบนี้ พอมีเหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำๆ ก็เลยต้องตัดสินใจแยกกันไปดีกว่า ก็คิดอยู่นานนะ จนถึงวันที่เรารู้สึกแบบไม่ไหวแล้ว แล้วเราเป็นคนที่ไม่ชอบอะไรแบบนี้ มันรู้สึกแบบจี้หัวใจ คิดแล้วรู้สึกมันเจ็บ ก็เลยตัดสินใจไม่เอาแล้วดีกว่า น่าจะแยกทางกัน”

หลังจากแยกทางกัน ก็ไม่ได้เจอลูกอีกเลย เกิดอะไรขึ้น?

เง็ก : “ก็ช่วงแรกๆ มีการตกลงว่าเราจะจัดการดูแลลูกคนละอาทิตย์ ผ่านไปสักพักเขาก็พาลูกย้ายโรงเรียนหนีเราไปเลย ตอนนั้นเราตกใจมาก เราก็ตามหาไปจนทั่วนะคะ แต่ก็ไม่เจอ ก็หามาเรื่อยๆ จนได้มีการพูดคุยกับตัวเขา แล้วเขาก็ขอเอาลูกไปเลี้ยงเอง หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้เจอลูกอีกเลย สาเหตุที่ไม่ให้เราเจอลูก ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเหตุผลของเขาคืออะไร”

แสดงว่าตอนที่ตัดสินใจแยกทางกันจบกันด้วยไม่ดี?

เง็ก : “ใช่ค่ะ จบไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คือมันมีเรื่องเข้ามา อาจจะมีเรื่องผู้หญิงหรือมือที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วเราก็ตัดสินใจออกมาจากตรงนั้น”

ปล่อยให้ลูกไปอยู่กับแม่เลี้ยง รู้สึกลำบากใจไหม?

เง็ก : “คือเราบังคับมันไม่ได้ ในเมื่อเรื่องราวมันเป็นแบบนี้ และสุดท้ายเราก็ต้องปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ถึงเราจะเสียใจร้องไห้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องอยู่ไป คือต้องบอกว่าเรื่องลูกเป็นอะไรที่เซนซิทีฟมาก เวลาไปกองถ่ายเจอใครที่พาลูกมา ก็จะร้องไห้ตลอดเลย”

เสียใจกับการที่ไม่ได้เจอลูกนานแค่ไหน?

เง็ก : “ก็ผ่านมาสักพักนึงค่ะ แต่เราก็พยายามทำทุกอย่างที่จะได้เจอเขา แล้วได้เขากลับมาอยู่กับเรา ก็โดนแกล้ง โดนหลอกอยู่ตลอด บางทีโทรหาเราว่าลูกอยู่ที่นั่นที่นี่ เราก็รีบตามไปเพื่อจะเจอ แต่พอไปถึงปรากฏว่าไม่มี ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาต้องการอะไร ทำไปเพื่ออะไร เวลาลูกไปโรงเรียนงานกีฬาสีอะไร เราก็ได้แต่ไปแอบดู ก็เป็นแบบนี้มาตลอดค่ะ จนวันหนึ่งก็มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งมาบอกว่า เดี๋ยวเวลาผ่านไปเราจะได้เจอลูกเอง เวลาเขาโต เขาก็จะมาหาเราเอง ซึ่งมันก็คือเรื่องจริง”

เง็ก กัลยา

และวันที่ได้เจอลูกจริงๆ ก็มาถึง เล่าให้ฟังหน่อย?

เง็ก : “อย่างที่บอกค่ะ เราก็ได้เล่าให้ผู้ใหญ่ท่านนี้ฟัง แล้วเขาก็ช่วยพูดให้ หลังจากนั้นเขาก็ค่อยๆ ผ่อนลง ให้เราได้มีโอกาสเจอลูกบ้าง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องราวดีๆที่เกิดขึ้นมา ความรู้สึกที่เจอกันคือเหมือนเราเจอแฟน เหมือนรักแรกพบ เจอแล้วตื่นเต้น หัวใจมันเต้นแรง มันดีใจมาก หัวใจเรามันพองโต ก็ร้องไห้เลยค่ะ ถึงแม้ว่าตอนนั้นเขาอาจจะยังไม่โตมาก และยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องอะไร แต่เราก็ดีใจที่ได้เห็นพัฒนาการแต่ละช่วงวัยของเขา หลังจากนั้นเราก็เจอกันบ่อยขึ้น”

อยากจะบอกอะไรถึงลูกชายไหม?

เง็ก : “ก็รักเขาอยู่แล้วค่ะ เพราะถึงยังไงก็เป็นลูกของเรา อยากให้เขาดูแลตัวเองดีๆ ตั้งใจเรียนหนังสือ ถึงยังไงแม่ก็รักลูกนะ”

ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ รู้สึกยังไงบ้าง ยังโกรธอดีตสามีอยู่ไหม?

เง็ก : “มันก็ผ่านมานานแล้วนะ ซึ่งตอนนี้เราก็ดีต่อกันแล้ว ตามความรู้สึกของเรา คือเรื่องมันก็ผ่านไปแล้วนะ เราก็รู้สึกโอเคขึ้น อีกอย่างก็ไม่ได้ไปยึดติดอะไร เหมือนฟ้าเขาลิขิตมาเป็นแบบนี้ เราก็ต้องก้าวเดินต่อไปคิดว่าคงไม่นานหรอก มันเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นแหละ”

พูดถึงตัวเองบ้าง เห็นว่าตอนนี้ก็มีแฟนหนุ่มดูแลอยู่?

เง็ก : “ก็มีอยู่ค่ะ คือจริงๆแล้วเป็นเพื่อนกันอยู่กันมาตั้งนานแล้ว มันก็ มีเป็นช่วงที่เราแยกกันไปแล้วก็กลับมาคบกันใหม่ รวมๆ แล้วก็ประมาณ 17 ปี เรื่องทุกอย่างของเราเขาก็รับรู้นะ คือเขาจะเป็นคนที่ค่อนข้างใจเย็น อยู่กับเราได้ เพราะเราเป็นคนที่ค่อนข้างใจร้อน จะต้องมีคนที่คอยช่วยเบรคเราตลอด ถึงจะอยู่กันได้ยาวค่ะ”

คบกันมาก็นาน มีคุยเรื่องแต่งงานกันบ้างหรือเปล่า?

เง็ก : …

อีกโลกของ ป๊อบ ปองกูล ผ่าน “เบลล์ ก้าวคนละก้าว” หากรู้คงบรรเทาความโกรธได้

By LEE กุมภาพันธ์ 26, 2019 0

อีกโลกของ ป๊อบ ปองกูล จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นเรื่องของการคบซ้อนซ่อนผู้หญิงสองคนไว้ในหัวใจ

อีกโลกของ ป๊อบ ปองกูล เจ้าตัวยังคงถูกกระหน่ำด้วยคอมเมนต์ส่งผ่านในโซเชียลมีเดียอย่างหนักหน่วง ถึงวันนี้ (25 ก.พ.) หลังการเปิดใจของ ป๊อบ ปองกูล หลายคนทำความเข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องของหัวใจ แต่ก็อีกบางมุมของคนที่มองพฤติกรรมนี้เป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างมาก

ซึ่งจากประโยคของ ป๊อบ ปองกูล ที่ระหว่างเปิดใจประเด็นคบซ้อน เขาได้พูดถึงโลก 2 ใบที่เขาได้สร้างขึ้นให้ผู้หญิงที่ชื่อ ปลา ภรรยาในปัจจุบัน กับผู้หญิงที่ชื่อ โบว์ ที่เขายังผูกพันด้วย นั่นเป็นโลกแห่งความรักของ ป๊อบ ปองกูล ที่เขาเองได้สร้างขึ้นมานานเกือบ 10 ปี

มาดูในมุมโลกอีกใบแห่งความเป็นตัวตนและชีวิต จิตใจเนื้อแท้ของ ป๊อบ ปองกูล ที่บางคนอาจจะไม่เคยได้รู้จักเขา ซึ่งถูกนำมาถ่ายทอดโดย เบลล์-ชายชาญ ใบมงคล หรือ เบลล่า ครีเอทีฟคนดังจากโครงการก้าวคนละก้าว ผ่านเฟซบุ๊ก Chaichan Baimongkol ซึ่งเขาได้เขียนเรื่องราวของ ป๊อบ ปองกูล ไว้อย่างดีทีเดียว พร้อมกับระบุว่า “คนทุกๆ คนมีทั้งด้านที่ดี และด้านที่น่าเกลียดผมจึงขอนำด้านที่ดีงามของเขามาเล่า เผื่อว่าจะบรรเทาความโกรธที่ทุกท่านมีต่อเขาได้บ้าง” เรื่องราวทั้งหมดมีดังนี้

อีกโลกของ ป๊อบ ปองกูล

นอกจากนี้ ชายชาญ หรือ เบลล่า ยังระบุเหตุการณ์ในวันนั้นไว้อีกว่า “เด็กๆ ที่บ้านรู้สถานการณ์ก็ช่วยกันพับถุง ประดิษฐ์ของใช้จากกล่องนม สานตะกร้ากันแต่ก็ได้รายได้มาเล็กน้อยเท่านั้น นึกไม่ออกว่าจะทำยังไงถึงจะได้เงินก้อนมาโปะส่วนที่แหว่งหายไปหลายแสนบาทได้ ช่วงนั้นผมกำลังถ่ายรายการเกี่ยวกับเด็กๆ อยู่พอดี จึงเข้าไปสัมภาษณ์ ทั้งเด็กๆ ทั้งเจ้าบ้าน และได้รับคำร้องขอให้ช่วยเหลือ วันนั้นก้าว…ยังไม่เกิด”

“ผมเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาเพื่อนคนหนึ่ง เข้าไปเล่าให้เขาฟังว่า เด็กๆ กำลังเดือดร้อน จากเดิมเด็กๆ ที่นี่ก็เป็นเด็กเร่ร่อน ถูกทอดทิ้ง และได้กลับมามีชีวิตใหม่ กับครอบครัวใหม่อีกครั้งที่บ้านแห่งนี้ แต่เด็กๆ มีปัญหาเรื่องการศึกษา เพราะเงินก้อนที่ทางบ้านเด็กแห่งนี้เตรียมไว้ โดนโกง”

“ผมกับเขาเห็นตรงกันว่านี่คือความผิดพลาดในการบริหารเงินของผู้ใหญ่ ที่สุดท้ายมีผลกระทบต่อเด็กๆ และคงเป็นบทเรียนบทใหญ่ของพวกเขาแล้ว เราคงไม่สามารถไปทวงเงินหรือเรียกร้องความยุติธรรมอะไรให้พวกเขาได้ แต่เราช่วยพวกเขาได้…ตามกำลังที่เรามี”

“เพื่อนคนนี้ รวบรวมพรรคพวกๆ นักร้องดารา มาจัดงานคอนเสิร์ตเล็กๆ ทำเสื้อ ทำขนม ทำของที่ระลึก และชวนน้องๆ ที่บ้านเด็กแห่งนี้มาร่วมขายของในงานด้วย รายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายมอบให้บ้านเด็กแห่งนี้ทั้งหมดเขาตั้งชื่องานคอนเสิร์ตการกุศลครั้งนี้ว่า “จะ Learn”

“เมื่อจบงาน…บ้านเด็กได้เงินกลับไปมากกว่าที่ขาดหายไปซะอีก เด็กๆ ได้เรียนอย่างไม่มีอุปสรรค ผู้ใหญ่ในบ้านได้รับโอกาสแก้ปัญหาและบทเรียน ที่เหลือคือความสุขจากการได้เป็นผู้ให้ของเพื่อนผมคนนี้ เราทั้งสองคนเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกันมาตลอด และทุกครั้งที่เราพบกันจะเป็นเรื่องของการให้ความช่วยเหลือตลอด…ผมไม่เคยปฏิเสธเขา เขาเองก็ไม่เคยปฏิเสธผมเลย”

“ล่าสุด เขาติดต่อมาว่า พี่เบลล์ผมอยากได้คลิป video พี่ตูนหน่อยได้ไหมครับ อยากที่จะส่งต่อให้กำลังใจผู้ป่วยมะเร็งสมองคนหนึ่ง ซึ่งเขาชอบพี่ตูนมาก ผมติดต่อพี่ตูนไปทันที ซึ่งพี่ตูนก็ใจดีถ่าย video และส่งต่อ ของที่ระลึกไปให้ผู้ป่วยท่านนั้นอย่างเร่งด่วน”

อีกโลกของ ป๊อบ ปองกูล

“ผมส่งคลิปนั้นไปให้เพื่อนคนนี้ด้วย เขาดีใจมากที่ได้ช่วยเหลือคน แม้จะเป็นเรื่องกำลังใจเล็กๆ น้อยๆ แม้ว่าคนคนนั้นจะไม่ใช่แฟนเพลงของเขา”

“สำหรับผม “ป๊อบ ปองกูล” เป็นคนดีคนหนึ่ง ผมกับเขาร่วมกันช่วยเหลือแก่คนตกทุกข์ได้ยากมาหลายครั้ง จนผมเองรู้สึกเป็นทุกข์ที่มีข่าวเกี่ยวกับตัวเขาออกมาอย่างนั้น ป๊อบโดนด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย โดนดูถูก โดนถากถาง จากหลายคนที่ตัดสินเขาเพราะได้รับรู้เรื่องราวจาก “โลกใบหนึ่ง” ของเขาเท่านั้น

“ผมไม่ได้บอกว่าการที่เขาเคยทำดีจะลบล้างการกระทำใดๆ ของเขาได้ แต่ผมจะบอกว่า ขณะนี้เขาคือคนที่ระทมทุกข์ กับโลกที่เขาสร้างมันขึ้นมาอย่างหนักหน่วง แค่นั้นก็หนักมากแล้ว”

“จะเป็นไปได้ไหมว่าพวกเราช่วยกันเก็บความไม่พอใจเอาไว้ และปล่อยให้เวลาได้ทำหน้าที่ของมันเถิด โลกใบหนึ่งอาจจะเป็นโลกที่ทำร้ายทั้งตัวเขาเองและคนรอบข้าง”

“แต่โลกอีกใบนั้น เขาคือชายผู้โอบอ้อมอารี และพร้อมจะช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากอย่างไม่ลังเล คนทุกๆ คนมีทั้งด้านที่ดี และด้านที่น่าเกลียด ผมจึงขอนำด้านที่ดีงามของเขามาเล่า เผื่อว่าจะบรรเทาความโกรธที่ทุกท่านมีต่อเขาได้บ้าง โปรดอย่าได้ซ้ำเติมเขาอีกเลยถือว่าผมกราบขอทุกๆ ท่านอีกคนหนึ่งครับ”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…

แดน ตะลึง เห็น แพทตี้ ลองชุดเจ้าสาว ยิ้มแก้มปริ ถูกบอก “หนูอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีพี่”

By LEE กุมภาพันธ์ 25, 2019 0

แดน ตะลึง ทำเอาหนุ่มๆ ต้องอกหักกันเป็นแถว เมื่อเห็นภาพคล้ายพรีเวดดิ้งของคู่รักมาราธอน

แดน ตะลึง แพทตี้-อังศุมาลิน สิรภัทรศักดิ์เมธา กับแฟนหนุ่ม แดน-วรเวช ดานุวงศ์ ในชุดบ่าว-สาว ที่เรียกออร่าความสวยหล่อมาแต่ไกล จนหลายคนอดคิดไม่ได้ว่า หรือทั้งสองกำลังจะมีข่าวดีในเร็วๆ นี้

ล่าสุด แดน วรเวช ได้ออกมาชี้แจงให้ฟังถึงภาพดังกล่าว i99bet โดยเจ้าตัวได้เผยว่า เป็นเพียงการถ่ายแบบให้นิตยสารเท่านั้น โดยยอมรับพอได้เห็นหวานใจในชุดเจ้าสาว ตนรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าอีกฝ่ายด้วยซ้ำ พร้อมเผยเรื่องข่าวดีมีคิดไว้บ้าง แต่ยังไม่ได้คุยกันอย่างจริงจัง

มีถ่ายภาพพรีเวดดิ้งออกมา ?
“อ๋อ… กะแล้วว่าจะต้องมีประเด็นนี้ออกมา เราไปถ่ายนิตยสารหนึ่งครับ ก็เป็นครั้งแรกที่ได้ลองถ่าย มีความเป็นเหมือนจะแต่งงาน พรีเวดดิ้งอะไรอย่างนี้”

ตอนถ่ายเป็นอย่างไรบ้าง ?
“ผมแค่ตื่นเต้นเวลาเห็นเขาเปลี่ยนหลายๆ ชุด พอเขาเปลี่ยน เขาก็จะเดินออกมาให้ดู เราก็แค่จะบอกว่าชุดนี้สวย ชุดนี้ดูดี ก็จะตื่นเต้นว่าเขาจะใส่ชุดอะไรออกมา”

เขินไหม บรรยากาศคู่รัก ?
“ตัวเราไม่เขิน แต่ว่ามันจะมีทีมงานมาโห่ฮิ้ว”

เป็นการซ้อมเจ้าบ่าวเจ้าสาว ?
“(หัวเราะ) ก็ไม่ได้ถึงขนาดนั้น”

เหมือนไปดูแฟนลองชุดแต่งงาน แล้วบอกชุดนี้สวย ?
“(หัวเราะ) ผมว่ามันก็มีความรู้สึกแบบนั้นปนอยู่ เพราะไม่เคยเห็นเขาแต่งชุดอะไรแบบนี้ พอเราเห็นก็บอกว่าสวยดี”

แดน ตะลึง

เหมือนในฝันไหม ?
“ก็ไม่ถึงขนาดแบบในฝันหรอก แต่ว่าอย่างที่บอก มันตื่นเต้นที่เขาแต่งชุดอะไรแบบนี้ออกมา ลักษณะแบบนี้ ก็บอกชุดนี้สวยใส่แล้วเหมาะ”

คิดไว้ไหมว่าวันจริงเป็นชุดแบบนี้ ?
“วันจริงเลยเหรอ (หัวเราะ) แอบเล็งไว้แล้ว แต่ว่าวันจริงยังไม่มานะ (หัวเราะ) ถ้าถามใกล้หรือยัง ถ้าด้วยระยะเวลามันควรจะใกล้แล้วแหละ แต่ว่าก็ต้องบอกตรงๆ ว่ายังไม่ได้วางอะไรเลย ซึ่งผมคิดว่ามันใกล้ ผมคิดมาสักพักแล้วล่ะครับ”

ภายในปีนี้ไหม ?
“แต่ไม่น่าจะเป็นปีนี้แน่นอน อีก 2-3 ปี ถ้า ณ ตอนนี้ไม่ควรเกิน 3 ปี แต่อาจจะเร็วกว่านี้รึเปล่าไม่แน่ใจ แต่ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้กันขึ้นเลยครับ ถ้าทุกคนถาม เราก็บอกว่ามีเรื่องอะไรอยู่ในใจ เรารู้สึกว่ามันควรจะแล้ว ความรู้สึกมันก็พามาหลายปีแล้วนะ แต่ว่ามันก็มีเรื่องของการต้องเตรียมตัวหลายๆ อย่าง”

เตรียมตัวนานจัง ?
“เราอยากให้มันออกมาเป๊ะที่สุด สมมติถ้าจะแต่งงานทั้งทีก็ต้องพร้อมที่สุดไม่อยากให้เกิดปัญหาหลังจากนั้น”

แดนมีความพร้อมมากกว่าแพตตี้ ดูอยากแต่ง ดูพร้อม ?
“จริงๆ อยู่ที่ผม และก็เป็นรากฐานทางการเงินด้วยครับที่มันต้องจัดสรรหลายส่วน”

น้องเขาดูเหมือนจะเรียกแพงหรือเรากังวลไปเอง ?
“น้องไม่น่าเรียกแพง ถ้าแพงก็มีจ่ายอยู่ (หัวเราะ) โม้เลย แต่ยังไม่ได้คุยนะครับ”

เหมือนจะมีเซอร์ไพรส์น้องด้วย ?
“อ๋อ… เป็นคลิปในรายการครับ เป็นเซอรไพรส์อื่นๆ ไป มีการเข้าใจผิดกันนิดหน่อย”

มันมีคลิปที่บอกว่า หนูไม่ยอมให้พี่ตายหรอก ไม่งั้นหนูจะอยู่ไม่ได้ ?
“(หัวเราะ) ครับ ก็รู้สึกดีนะ พอดูในคลิปเขาคงพูดออกมาจากความรู้สึกของเขาจริงๆ มันไม่ได้เป็นสคริป น้องเขาเป็นแบบนี้ ชอบมีอะไรหลุดๆ มาเสมอ ก็ดีครับ (ยิ้ม)”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…

ฐิสา วริฏฐิสา ขอเวลาให้ได้เรียนรู้ เปิดใจกับ “ปั้นจั่น” เราค่อยๆ คุยกันไปก่อนนะ

By LEE กุมภาพันธ์ 23, 2019 0

ฐิสา วริฏฐิสา เป็นอีกหนึ่งสาวสวยที่เนื้อหอมสุดๆ สำหรับ ฐิสา-วริฏฐิสา ลิ้มธรรมมหิศร นางเอกซุปตาร์จากวิกหมอชิต

ฐิสา วริฏฐิสา หลังพระเอกหนุ่ม ปั้นจั่น-ปรมะ อิ่มอโนทัย ออกมาประกาศจุดยืนว่า จะขอเดินหน้าจีบ ต่อให้นานแค่ไหนก็จะรอ แถมช่วงที่ผ่านมาทั้งคู่ก็เพิ่งจะจัดทริปทำบุญกับบรรดาพี่ๆ ที่สนิท เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้คุ้นเคยกว่าเดิม

โดยล่าสุดทางด้านของ ฐิสา วริฏฐิสา ก็ได้ถือโอกาสดีออกมาอัปเดตสถานะหัวใจของตัวเอง และความประทับใจในตัวหนุ่มปั้นจั่นหลังจากที่ได้พูดคุยกัน ซึ่งเธอยอมรับว่า

ทริปทำบุญกับ พี่ปั้นจั่น ที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้างหวานหรือเปล่า ?
“ไม่ได้หวานค่ะ เราไปกันหลายคน ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ได้เป็นการเปิดตัวมากขึ้นนะคะ เราแค่ค่อยๆ ทำความรู้จักกันไปเรื่อยๆ มากกว่า ไม่ได้รีบร้อนหรือรวดเร็วอะไร ยังใจเย็นๆ กันอยู่ค่ะ”

เรารู้สึกว่าพี่เขาค่อนข้างจู่โจมเราไหม ?
“ไม่นะคะ ไม่ได้จู่โจม เพราะพี่เขารู้ว่าหนูกลัว (หัวเราะ) คือหนูเป็นคนที่ตกใจง่ายถ้าหากมีใครเข้ามาจู่โจม”

สามารถใช้คำว่าเราเปิดรับเขามากขึ้นได้ไหม หลังจากที่ได้รู้จักกัน ?
“จริงๆ ที่ผ่านมาหนูก็ไม่ได้บอกนะคะว่าหนูปิดเรื่องนี้ แต่สำหรับพี่เขาหนูคงต้องบอกว่า เราเพิ่งจะอยู่ในขั้นของคนที่เพิ่งรู้จักกัน ซึ่งพอได้รู้จักแล้วก็ถือว่าพี่เขาเป็นคนที่ค่อนข้างโอเคนะคะ”

ถามตรงๆ เราเปิดใจให้พี่เขาหรือเปล่า ?
“ก็ต้องดูกันต่อไปค่ะ ต้องค่อยๆ คุยกันไปก่อน เพราะโดยส่วนตัวหนู หนูก็บอกกับพี่เขาอย่างชัดเจนแล้วว่า ‘เราค่อยๆ คุยกันไปนะ’ เอาเป็นว่าใจเย็นๆ กันนะคะทุกคน (หัวเราะ)”

ทางพี่เขาก็คอนเฟิร์มว่าจะใช้ความอดทนพิสูจน์รักแท้ ?
“ต้องรอดูกันต่อไป ต้องรอดูด้วยว่าเขาจะรอได้จริงหรือเปล่า (ยิ้ม)”

มีโอกาสที่ความสัมพันธ์จะพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วไหม เพราะพ่อสื่อแม่สื่อก็เยอะอยู่เหมือนกัน ?
“ไม่ใช่พ่อสื่อแม่สื่อสิ แต่พี่ๆ ที่เขาไปด้วยกันกับเราทุกครั้ง เขาไปด้วยความเป็นห่วง ยังไงเราก็ยังไม่ได้ไปกันสองคนแน่ๆ ค่ะ เพราะยังต้องแสกนกันต่อไป”

พอจะบอกได้ไหมว่าเรายังมีอะไรที่กังวลในตัวพี่เขาอีก ?
“เอ่อ…ก็อย่างที่บอกค่ะเราเพิ่งจะรู้จักกัน เราเลยยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วพี่เขาเป็นคนยังไง ส่วนเรื่องในอดีตที่ผ่านมาของพี่เขา เอาตรงๆ นะคะหนูไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย เพราะหนูไม่ใช่คนที่ชอบตามข่าวหรือตามข้อมูล แต่หนูชอบอยู่กับปัจจุบันมากกว่า”

ถ้าถามในมุมของความรู้สึกเราที่มีให้พี่เขา ณ ตอนนี้เรารู้สึกอย่างไร ?
“เขาก็เป็นพี่คนหนึ่งที่เราได้คุยกัน ค่อยๆ ทำความรู้จักกันมากขึ้นค่ะ”

ช่วงนี้เรากับพี่เขาคุยกันบ่อยขึ้นไหม ?
“เรื่อยๆ ค่ะ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับต้องคุยกันตลอดเวลา เพราะส่วนใหญ่เวลาคุยกัน เราก็จะเน้นไปที่การให้กำลังใจในการทำงาน หรือขอให้ต่างฝ่ายต่างสู้ๆ คือไม่ได้มีการหยอดหรือมีคำหวานเลยค่ะ”

การที่พี่เขามีแฟนคลับเยอะทำเรารู้สึกกังวลบ้างไหม ?
“ณ ตอนนี้ก็ยังไม่ได้มีฟีดแบคอะไรเยอะมากนะคะ อาจจะเพราะด้วยความที่พี่เขาก็ออกข่าวชัดเจนในฝั่งของพี่เขาด้วยเหมือนกัน”

แสดงว่ามีฟีดแบคมาถึงเราบ้างแล้ว ?
“เอ่อ…หนูมองว่าเป็นเรื่องปกติค่ะ ที่มีทั้งฝ่ายที่เชียร์ และฝ่ายที่ไม่เชียร์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วเรื่องพวกนี้มันก็คือเรื่องที่ขึ้นอยู่กับคนสองคน และก็เป็นเรื่องที่ค่อยเป็นค่อยไปด้วย ซึ่ง ณ ตอนนี้ มันไม่สามารถระบุได้เลยว่าในอนาคตจะเป็นยังไง และในอนาคตที่หนูบอก ก็ต้องสักพักใหญ่ๆ เลยค่ะ”

ฐิสา วริฏฐิสา

ทราบข่าวไหมว่านอกจาก พี่ปั้นจั่น แล้ว มิกค์ ทองระย้า ก็ยังถูกมองว่าแข่งจีบเราด้วยเหมือนกัน ?
“จริงๆ หนูกับมิกค์เราก็ชัดเจนว่าเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่แรกแล้วนะคะ เราเป็นเพื่อนกันมาตลอด และตอนนี้เราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่”

คนมองเราเหยียบเรือสองแคม ?
“ตอนนี้หนูยังไม่ได้เลือกใครเลยสักคน”

ตอนนี้พอปั้นจั่นเขาบุกเรามากขึ้น มิกค์เขามีท่าทีว่าถอยออกมาบ้างไหม ?
“อันนี้หนูไม่รู้เลยค่ะในส่วนของเขา แต่ถ้าในส่วนของหนูคือเราก็เป็นเพื่อนกัน และเราเองก็ไม่ค่อยคุยกันเรื่องพวกนี้ด้วย”

ถามตรงๆ เรากลัวไหมที่พี่ปั้นจั่นเขาออกตัวแรงขนาดนี้ ?
“เอาจริงๆ หนูก็บอกพี่เขานะคะว่า หนูกลัวนะ หนูกลัว ซึ่งตัวพี่เขาเองก็ตกใจ คืออาจจะเป็นเพราะที่ผ่านมาหนูไม่ได้มีอะไรกับเรื่องพวกนี้เลยด้วย และพอหนูกลัวหนูก็จะหนีหายไปเลย ดังนั้นหากใครที่เข้ามารุนแรงหรือเข้ามาจู่โจม หนูก็จะรู้สึกกลัวนิดหนึ่งค่ะ”…

ตู่ นันทิดา เล่านาทีในห้อง ICU บอกขอโทษคุณพ่อ เรื่องเสพติดการช้อปปิ้ง

By LEE กุมภาพันธ์ 20, 2019 0

ตู่ นันทิดา เป็นดีว่าตัวแม่ของเมืองไทยที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี

ตู่ นันทิดา เจ้าตัวนั้นบ้าช้อปปิ้งหนักมาก ถึงขั้นเสพติดการช้อปปิ้งกันเลยทีเดียว

ล่าสุด ตู่ นันทิดา ได้มาเปิดใจถึงเรื่องราวต่างๆ ผ่านทาง รายการคุยแซ่บ Show ทางช่อง one31 ที่มี พีเค ปิยะวัฒน์ และ นุ้ย สุจิรา เป็นพิธีกรถึงเส้นทางการเป็นนักร้องว่า เราไม่เคยวาดฝันไว้เลย มันมีความบังเอิญและจังหวะชีวิตที่มันเป็นแบบนั้น เราเริ่มจากการประกวด แล้วมีครูมาเกาหลีมาสอนที่บ้าน

แล้วอะไรที่ทำให้พี่ไม่อยากร้องเพลงแล้ว?

ตู่ : “ตอนนั้นแสดงภาพยนตร์เพลงรักดอกไม้บาน ก็มีร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ และมีเพลงลูกทุ่งที่ดังมาเรื่อยๆ จนอัดแผ่นเทป แต่ข้างในรู้สึกดาวน์ ตอนนั้นไม่รับอะไรอีกแล้ว แต่เรากลับมามีไฟอีกครั้ง หลังได้ร้องเพลงสากลของตัวเอง พอเข้ามาแกรมมี่ก็มีเพลงแจ้งเกิดเพลง เกือบไปแล้ว แล้วก็เพลงดีเจเสียงใส”

พี่ตู่เคยประสบอุบัติเหตุกระดูกต้นคอมีปัญหา?

ตู่ : “เล่นละครเวที บังเอิญวิ่งชนไหล่คนคนนึงที่เล่นด้วยกัน ตอนนั้นรู้สึกทุกอย่างนิ่งไปหมด ก้าวขาไม่ได้ แต่เราก็เล่นต่อเพราะอีกนิดเดียวก็จบแล้ว จบวันนั้นก็ไปโรงพยาบาลทันที คุณหมอบอกว่ายังโอเค อนุญาตให้กลับไปเล่นพรุ่งนี้ได้ แต่พอเล่นไปทั้งหมด 51 รอบ แต่ประมาณรอบที่ 40 ต้องเลิก หมอบอกว่าไม่ได้แล้วต้องผ่าตัด ตอนนั้นหมอบอกว่าพอผ่าตัดเสร็จการร้องเพลงอาจจะไม่เหมือนเดิม เนื่องจากจุดตรงนั้นมันใกล้สายเสียงมาก”

แล้วเวลาพี่เสียงแหบต้องอัดยาไหม?

ตู่ : “พูดกันตรงๆ มันต้องใช้สเตียรอยด์ มันอันตรายมาก มันทำลายกระดูก อย่าทำ อย่าจำ มันไม่ดีเลย แต่ตอนนั้นมันเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก วันนึงมีงาน 5 งาน ช่วงนั้นค่อนข้างฉีดบ่อย แต่ว่าหลังๆ มันมีอะไรที่เป็นแพทย์ทางเลือกเข้ามา”

พี่ผ่านอะไรมาเยอะ ประสบความสำเร็จมาเยอะมาก แต่สิ่งที่พี่กลัวคือความไม่มั่นใจในตัวเอง?

ตู่ : “เป็นคำถามที่คนสงสัยเยอะมาก แต่คนใกล้ตัวจะรู้มาก จะสร้างความวิตกกังวลจนคนใกล้ตัวนอยด์ไปด้วย เวลาที่ขึ้นเวที ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ตื่นเต้นหมด เรากลัวว่าพลาดแล้วไม่มีโอกาสที่จะแก้ตัว พี่เป็นแบบนี้มาตลอด”

จริงไหมที่พี่ตู่เสพติดการช้อปปิ้ง?

ตู่ : “พี่เป็นคนที่ซื้อของแต่มีเหตุผล การช้อปปิ้งพี่สามารถทำตามใจตัวเองได้ทุกอย่าง มันเริ่มจากคุณแม่พี่เลย เขาชอบแต่งตัว ชอบช้อปปิ้งด้วย แต่พี่ซื้อแค่เสื้อผ้าอย่างเดียว”

เมื่อพูดถึงคุณแม่แล้วขอถามถึงคุณพ่อที่พี่บอกว่าเป็นคนผลักดันพี่มาถึงวันนี้ พ่อให้อะไรพี่บ้าง?

ตู่ : “สิ่งให้เรียนรู้ เราเห็นคุณพ่อ คุณแม่ให้กับทุกคนตลอด สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อให้พี่มาตลอดคือให้ชีวิตที่มีค่าสอนชีวิตให้พี่รู้ว่าลูกต้องเดินยังไง มีแผ่นที่ชีวิตให้ลูก โดยที่เราเชื่อฟัง พี่รู้สึกว่าพี่ไม่เคยมีบทลงโทษจากคุณพ่อ คุณแม่ เวลาทำผิด พี่รู้สึกว่าเวลามีอะไรคนแรกที่เราจะบอกคือป๋า พี่ใช้วิธีเดียวกันมาเลี้ยงดูน้องเพลง”

ตู่ นันทิดา

คุณพ่อสอนจนวินาทีสุดท้ายเลย?

ตู่ : “ตอนนั้นจำได้ว่าอยู่ในห้อง ICU พี่มีความรู้สึกอยากขอโทษคุณพ่อ พี่บอกว่าป๋าโกรธตู่ไหม ตู่ช้อปปิ้งตลอดเวลา เดี๋ยวนี้ก็ยังช้อปปิ้ง ป๋าบอกว่าไม่เลย ก็ป๋าเลี้ยงตู่มา ป๋าให้ลูกเรียนนู้นนี่นั่น จนลูกไม่มีเวลา ลูกไม่ชอบลูกก็ทำ ลูกไม่อยากเป็นนักร้องลูกก็เป็น ลูกทำมาตลอด ลูกมาได้รางวัลตอนอายุ 16 ปี ลูกไม่มีชีวิตวัยรุ่น ชีวิตลูกหายไป”

“เพราะฉะนั้นการที่ลูกช้อปปิ้งมันไม่ใช่เรื่อง คือมันเป็นสิ่งหนึ่งที่เราคิดมาตลอด อยากขอโทษ ป๋าบอกว่ายกโทษให้ลูกทั้งหมด แล้วป๋าบอกว่า ลูกจำได้ไหมป๋าเป็นภูมิแพ้ แล้วพี่ก็เป็นภูมิแพ้เหมือนกัน”

“ตอนที่พี่ป่วยพี่ต้องฉีดยา อาทิตย์ละ 2 เข็มฉีดมา 30 กว่าปี คุณพ่อพี่ก็ฉีดเหมือนกัน เขาก็ถามว่าลูกรู้ไหมทำไมป๋าไม่ได้ฉีดยาแล้ว ป๋าบอกว่าวันที่ลูกได้รับรางวัลป๋าไม่ป่วยอีกเลย คุณพ่อพี่หายจากภูมิแพ้เลย แล้วป๋าพูดมาคำนึงว่า ขอบคุณลูกที่ลูกที่ลูกไม่กลฏ ลูกซื่อสัตย์ทำงานมาตลอด”

วินาทีที่คุณพ่อจะจากไป คุณยังจากฟังเพลงของพี่?

ตู่ : “แน่นอน ตอนนั้นพี่ร้องเพลงให้ท่านฟังแล้วท่านก็หลับตาลง”

แต่นอกเหนือจากการร้องเพลงแล้ว สิ่งที่รักมากที่สุดคือลูกสาว?

ตู่ : “ที่สุด เขาเป็นของขวัญที่มีค่าในแก้วบัวสาย คุณยายจะพูดเสมอ ตอนนี้น้องเพลงเรียนอยู่อังกฤษ อีกปีเดียวจบแล้ว”

เวลาลูกเที่ยวไปเที่ยวกับลูก ไม่ได้ห้ามลูก เวลาลูกดื่ม ก็ดื่ม?

ตู่ : “เรื่องดื่มไม่ใช่แบบนั้น ไม่ใช่ว่าส่งเสริมลูกดื่ม”

คุณพ่อน้องเพลงปิดผับให้ลูกกับเพื่อนเพื่อความปลอดภัย?

ตู่ : “ผลปรากฎว่าหลับ น้องเพลงบอกว่าไม่อร่อย เพลงสามารถใช้ชีวิตกับเพื่อนที่เอ็นจอย หิ้วเพื่อนกลับบ้านเป็นต้น สนุก อยู่ได้เรียนรู้อะไรที่ไม่ชอบ”

ไม่ปิดเรื่องดื่ม เรื่องแฟนก็ไม่ปิด?

ตู่ : “อยู่ในวัยที่สมควร เดี๋ยวนี้ 15-16 ปี ก็เริ่มมีแฟนแล้ว ก็ได้ไงแต่ห้ามจับมือห้ามไปดูหนัง ทุกคนที่จีบน้องเพลงก็เลิกกันไปหมดเลย เรื่องการให้กำลังใจลูกบางทีเราไม่ต้องพูดแค่มองตากันก็เข้าใจ พี่จะบอกลูกตลอดว่าอย่าทิ้งพระธรรม …

ต่อง สาวิตรี หลั่งน้ำตา ชีวิตวัยเด็กสุดรันทด ถูกล้อจนฝังใจ พ่อแม่เก็บมาจากถังขยะ

By LEE กุมภาพันธ์ 17, 2019 0

ต่อง สาวิตรี โลดแล่นอยู่ในวงการมานานพอสมควร สำหรับ นักแสดงมากฝีมือ อย่าง ต่อง

ต่อง สาวิตรี ล่าสุดเจ้าตัวมาเปิดใจถึงเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ จนถึงตอนนี้ ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่อง one31 ที่มี หนิง ปณิตา และ เป็กกี้ ศรีธัญญา เป็นพิธีกร

เรื่องราวในละครที่ได้แต่บทไฮโซ แต่ในชีวิตจริงมันช่างตรงข้าม ?
“ในละครส่วนใหญ่จะเล่นเป็นคนรวย ถ้าย้อนไปตั้งแต่เรียนคนก็จะคิดว่าบ้านรวย แต่จริงๆ แล้วที่บ้านจน แต่ด้วยความที่เราเป็นตัวขาว ผมทองเหมือนฝรั่ง เวลาเราบอกว่าบ้านจนก็จะไม่มีใครเชื่อ ซึ่งเราไม่ได้เป็นคนไม่กลัวความจนและไม่รู้สึกอายด้วย ตอนเด็กๆ รู้สึกว่าจนแล้วมันสนุก แต่แรกๆ อาจจะอายนิดหน่อย แต่พอมันผ่านไปได้ก็ไม่อาย เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่มุมมองของเรามากกว่า”

เห็นว่าพี่น้องมี 6 คน มันลำบากขนาดไหน ?
“คือฐานะทางบ้านไม่ดี แต่คุณพ่อให้ลูกๆ เรียนโรงเรียนคอนแวนต์หมดเลย ค่าเทอมมันสูง ตอนเด็กๆ จนพี่ประมาณ 12-13 ปี คุณแม่ทำงานแม่บ้านฝรั่ง พอฝรั่งกลับประเทศเราก็ต้องหาที่เช่าบ้านใหม่ คุณแม่ก็เลยมาช่วยป้าขายของ ได้เงินวันละ 50 บาท ซึ่งทุกวันพฤหัสบดีพี่จะได้ไปช่วยล้างจาน และก็ได้เงินเพิ่มอีก 15 บาท แต่พี่จะแอบเอาเงินป้าตลอด เพราะรู้สึกว่าป้าให้เงินแม่น้อยไป แล้วตอนเอาเงินป้าพี่ก็ไม่ได้รู้สึกผิดนะ เพราะเราเอาไปให้แม่”

เห็นบอกว่าเคยพับถุงขายด้วย ?
“พี่ทำหลายอย่าง พี่ก็ถามป้าว่าซื้อถุงมาเท่าไหร่ เราก็พยายามพับแล้วเอาไปบังคับให้ป้าซื้อจากพี่ (หัวเราะ)”

มันทำให้เรารู้สึกหรือเป็นปมเราบ้างมั้ย?
“คนถามพี่ตลอดเลย แต่พี่ว่าไม่นะ พี่มองว่าเป็นคนจนมันสนุก พี่เป็นเด็กซนมาก ตอนอยู่ในสวน อยากกินอะไรก็ยกมือไหว้แล้วเด็ดจากต้นเลย ถามว่ามีวีรกรรมอะไรไหม เอ่อ…พี่จะมีคอนเซ็ปต์ชัดเจนตั้งแต่เด็กว่าพ่อตีได้ แม่ตีไม่ได้ มีครั้งหนึ่งแม่ไล่ตีพี่ พี่กระโดดท้องร่องหนีไปเกี่ยวกับลวดตาปูดเลย ตั้งแต่นั้นมาแม่ไม่กล้าตีพี่อีกเลย คือพี่ชนมาก”

อย่างประเด็นผมทอง หน้าเหมือนฝรั่ง ตัวขาว คนก็ล้อว่าหน้าตาไม่เหมือนพี่น้อง ?
“โดนทุกอย่างจริงๆ มันทำให้เราเป็นเด็กมีปมด้อยและมีปัญหา มันเริ่มจากเพื่อนแม่ เขาพูดว่าเก็บมาจากถังขยะ และมีคำอื่นๆ อีกมากมาย ที่พยายามบอกว่าเราไม่ใช่ลูกของพ่อแม่ ในตอนนั้นเราอาจจะเถียงไปแต่มันก็สะสมอยู่ในใจ มันมีคำถามอยู่ในใจหรือเราไม่ใช่ลูกเขาจริงๆ ด้วยความต่าง คำพูดที่ตอกย้ำ ตอนเด็กๆ ทุกคนเกิดจะรู้เพราะเราเป็นเด็กขี้สงสัย ซึ่งตอนเด็กๆ เรายังอยากจะไปเช็กที่โรงพยาบาลเลยว่าเราเกิดที่นั้นจริงหรือเปล่า ก็คิดมาเรื่อยๆ จนแม่เสียก็เลิกคิดเพราะไม่อยากได้คำตอบอะไรอีกแล้ว เอาจริงๆ พี่เคยคิดจะตรวจดีเอ็นเอเลยด้วยซ้ำ แต่ ณ ตอนนี้ก็แฮปปี้กับชีวิต ไม่สงสัยอะไรทั้งนั้น”

ได้เข้าวงการบันเทิงแต่พ่อแม่ไม่สนับสนุน ?
“พ่อไม่ชอบเลย เขาเรียกเต้นกินรำกิน คือพี่เริ่มจากการถ่ายโฆษณาก่อนแล้วค่อยมาเล่นหนัง เล่นละคร คือพ่อไม่ชอบ แต่ด้วยเงื่อนไขในการดำรงชีพมันไม่ได้ พอพ่อเลิกทำงานตอนนั้นอายุ 60 กว่า แม่เป็นแม่ค้า มันไม่พอ จังหวะดีตอนนั้นพี่ได้ถ่ายโฆษณาได้ 10 บาทให้แม่ 5 บาท พอมาเล่นหนังแรกๆ ให้แม่ครึ่งหนึ่ง มันคือเหตุผลที่ทำให้พ่อไม่ปฏิเสธในการเข้าวงการของพี่”

แล้วทำไมตอนนั้นถึงได้ถ่ายโฆษณา ?
“พี่เดินไปวัดกับน้อง ก็มีพี่คนหนึ่งชื่อพี่ต๋อมแล้วให้นามบัตร ตอนนั้นก็คิดว่าเขาสนใจน้องเรา เพราะน้องสวย เขาก็โทรศัพท์มาที่ร้านอยากให้พี่ไปแคส เราก็ลองไปแคสชิ้นแรกได้เลย คือพี่เริ่มทำงานช่วยครอบครัวตั้งแต่อายุ 13 ปี ตอนนั้นเป็นครูสอนพิเศษ พี่สอน อยู่ 6-7 ปี”

เห็นบอกว่าคุณแม่มีดูละครบ้าง แต่พ่อไม่ดูเลยจนวินาทีสุดท้ายของเขา ?
“คือพ่อไม่ชอบดูละครอยู่แล้ว จริงๆ ตอนคุณพ่อเสียพี่ทำรายการสดอยู่ แต่ที่บ้านไม่ยอมโทรมาบอก จนคุณหมอที่โรงพยาบาลโทรมาบอกว่าพ่อเสีย พี่ก็สติแตกเลย พี่รับไม่ได้ เพราะนั่นคือการสูญเสียพ่อ พอแม่เสียพี่ก็ช็อกอีก คือพี่ไม่รู้ว่าพี่รักเขาแค่ไหน เพราะตอนเราเป็นเด็กเรารู้สึกว่าเขาไม่ค่อยรัก พี่ก็จะถามพ่อตลอดว่า ‘รักติ้งต่องไหม’ ในที่สุดพ่อก็บอกว่ารัก แต่แม่ไม่เคยพูดเลย พี่ก็ถามทุกวัน วันนั้นแม่บอกกับน้องว่าติ้งต่องยังไม่มาหรอ คิดถึง พอพี่ไปถึงพี่ก็ถามว่ารักติ้งต่องมั้ย เป็นครั้งเดียวและครั้งแรกในชีวิตก่อนเขาจะเสีย เขาบอกว่ารัก”

ต่อง สาวิตรี 

ถ้าสมมติว่ามีโอกาสได้พูดกับคุณพ่ออีกครั้งจะบอกว่าอะไร ?
“คือพ่อจะหวงตลอด เพราะเราเป็นคนเดียวที่ไม่มีครอบครัว พ่อกลัวตอนแก่ๆ จะไม่มีใครดูแล ถ้าพ่อได้ยินจะบอกว่า พ่อไม่ต้องห่วง แม้จะไม่มีครอบครัว แต่สัญญาจะใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างรอบครอบ จะเก็บตังเยอะๆ แม้ไม่มีคนดูแลเราจะจ้างคนดูแลก็ได้”

โรคที่พี่เป็นรักษายังไงก็ไม่หาย ?
“พี่เป็นไทรอยด์เป็นพิษ และเป็นการกลับมาเป็นครั้งที่ 2 ตอนที่พี่อายุยี่สิบกว่าๆ พี่เป็นไฮเปอร์ไทรอยด์ชนิดเผาผลาญมาก น้ำหนักลด อาทิตย์ละ 3 โล พี่ก็ดูแลตัวเองตลอด …

ณิชา ณัฏฐณิชา พลิกคาแรกเตอร์ใน เพลิงพรางเทียน เผยเลิฟซีนนัว แต่แม่ไม่ว่า

By LEE กุมภาพันธ์ 14, 2019 0

ณิชา ณัฏฐณิชา พลิกคาแรกเตอร์อีกขั้นของการแสดงใน เพลิงพรางเทียน เผยเลิฟซีนนัวแต่แม่ไม่ว่า เปรยวาเลนไทน์นี้นัดเดตกับคุณแม่ รับช่วงนี้ไม่ได้เจอ โตโน่ ภาคิน

ณิชา ณัฏฐณิชา เป็นนางเอกที่หลายคนคุ้นกับภาพความเป็นสาวหวานสวยสดใส สำหรับ ณิชา ณัฏฐณิชา แต่ล่าสุด (13 กุมภาพันธ์ 2562) ในงานเปิดวิกบิ๊ก 3 สาวณิชา ก็ทำเอาแฟน ๆ ถึงกับฮือฮา หลังมีการปล่อยทีเซอร์ละครเรื่อง เพลิงพรางเทียน ที่เจ้าตัวรับบทเป็นนางเอกนั้นมีการพลิกคาแรกเตอร์มาเล่นร้าย แถมยังมีฉากเลิฟซีนกับพระเอก เต้น พงศกร แบบแซ่บถึงพริกถึงขิงกันเยอะมาก จนคนอดสงสัยไม่ได้ว่าจะเปลี่ยนแนวไปเล่นทางนี้แล้วหรือเปล่า

โดย สาวณิชา เผยว่า “เป็นอีกเรื่องที่ท้าทายมากและตอนถ่ายทำก็สนุกมาก เป็นการพลิกบทบาทที่ทิ้งความเป็นตัวเองไปเลย ส่วนที่หลาย ๆ ฉากมีซีนเนื้อแนบเนื้อ ก็ยอมรับว่ายากนะคะ เราเองก็มีไปเวิร์กช็อปอยู่หลายครั้ง ก่อนที่เราจะเปิดกล้องถ่ายทำเรื่องนี้ เพราะมันเป็นบทบาทที่ค่อนข้างไกลตัวมาก และยากมาก ๆ เลยค่ะ”

เป็นการสลัดลุคใสที่เราคุ้นเคยไปเลยไหม ?

ณิชา  : จริง ๆ เรื่องนี้ เล่น 2 คาแรกเตอร์ค่ะ คืออดีตกับปัจจุบัน ซึ่งในตอนอดีตก็มีความใส ๆ อยู่บ้าง ผสมดราม่า แต่ว่าในยุคปัจจุบันคือเปลี่ยนไปหมดทุกอย่างเลยค่ะ

แค่ตัวอย่างละครก็เลิฟซีนนัวเลย ?

ณิชา  : ใช่ค่ะ แต่ก็ไม่ใช่แค่หนูคนเดียวนะคะ ในเรื่องคนอื่น ๆ ก็มีเรื่องราวเวรกรรมผูกพันกันมา แต่ว่าถือว่าเยอะสุดสำหรับหนูนะคะ ตอนอ่านบทก็เตรียมตัวเตรียมใจทำการบ้าน ต้องก้าวผ่านความเป็นตัวเองไปให้ได้

แม่ว่าไหมเลิฟซีนเยอะขนาดนี้ ?

ณิชา  : ไม่ว่าค่ะ เพราะแม่ไปกองถ่ายทุกครั้งอยู่แล้ว และพี่ผู้กำกับจะคอยดูให้อยู่แล้ว ให้มันไม่มากเกินไป

ณิชา ณัฏฐณิชา

พอเล่นเรื่องนี้แล้วติดใจบทบาทแบบนี้ไหม ?

ณิชา  : จริง ๆ มันก็สนุกดีนะคะ หมายถึงการเล่นบทร้ายขึ้นมาหน่อย ไม่ใช่เลิฟซีนนะ หมายถึงว่าเราได้ระเบิดอารมณ์ ได้ลองเป็นความคิดอีกความคิดหนึ่งที่ปลดปล่อยและระเบิดทุกอย่างออกมาได้

อยากเปลี่ยนแนวมาทางนี้เลยไหม ?

ณิชา  : ยินดีนะคะ ถ้ามีอีกก็ยินดี ถ้าเป็นบทที่ท้าทายขนาดนี้ พร้อมค่ะ

ถือเป็นอีกขั้นหนึ่งของการแสดงเลยไหม ?

ณิชา า : ก็เป็นอีกขั้นหนึ่งเลยค่ะ ที่ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น เราก็ได้เติบโตขึ้นไปพร้อมกับการเล่นละครเรื่องนี้ด้วย ได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ เยอะมาก ทั้งการแสดงเป็น 2 บทบาท สลับคาแรกเตอร์ไปมาและบทที่ยากขนาดนี้

ใกล้วันวาเลนไทน์แล้วมีนัดกับใครไหม กับ โตโน่ ว่าไงบ้าง ?

ณิชา  : มีนัดกับแม่ไว้ค่ะ ไปทานข้าว ไม่มีอะไรจริง ๆ อยู่กับแม่ทั้งวันเลย ส่วนกับพี่โน่ไม่มีเลยค่ะ ช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้เจอกันด้วยค่ะ แต่ว่าก็ยังสนิทกันเหมือนเดิมนะคะ ก็คุยกันปกติเหมือนที่ผ่าน ๆ มา

ณิชา ณัฏฐณิชา

ช่วงนี้เขาลุยงานเพื่อสังคมเยอะมาก ให้กำลังใจเขายังไงบ้าง ?

ณิชา  : สุดยอดเลยค่ะ ขอให้กำลังใจตรงนี้เลยแล้วกัน โครงการเก็บรักของพี่โน่ เราก็ได้ติดตามอยู่ ถ้าว่างก็อยากไปด้วย อยากไปช่วย เพราะเรารู้สึกว่าเป็นโครงการที่ดี เราไม่ต้องรอให้ใครลุกขึ้นมาทำก่อน เพราะว่าเราก็เป็นแค่คนคนหนึ่ง เราก็สามารถช่วยกันทำได้ ทำให้สภาพแวดล้อมและสิ่งแวดล้อมที่ทุกคนอยู่ดีขึ้น ไม่ต้องทำไม่ต้องคิดอะไรเยอะ แต่แค่ทุกคนร่วมมือช่วยกันทำ

ตอนเขาเริ่มคิดจะทำเขามาปรึกษาเราไหม ?

ณิชา  : ก็มีส่งข่าวค่ะ ทางผู้จัดการเขาก็ชวน ชวนหลาย ๆ คน

แต่ก็คนโจมตีว่าเขาทำไปเพื่อสร้างภาพ ?

ณิชา  : ส่วนตัวมองว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดีย่อมมีคอมเมนต์อยู่แล้ว ย่อมมีการวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนเรื่องนี้จริง ๆ เรารู้ว่าพี่เขาเป็นคนอย่างไร เราก็รู้ว่าคนรอบตัวพี่เขาที่ไปช่วยกันทำรู้ว่าพี่เขาเป็นคนยังไง เขาตั้งใจขนาดไหนกับการทำโครงการนี้ขึ้นมา เขาคิดขึ้นมาเอง ลงมือทำด้วยตัวเอง ถ้าเจตนาเราดีจริง ๆ เราไม่ต้องไปสนคำอะไรเลย เพราะยังไงถึงเราจะสร้างภาพหรือไม่สร้างภาพมันก็เป็นประโยชน์ต่อสังคมอยู่ดี แต่เราเชื่อในตัวเขาว่าไม่ใช่อย่างนั้น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.kapook.com…

แอนนี่ บรู๊ค ปล่อยโฮชีวิตลำบาก คนใจดีบอกจะส่งลูกเรียน แต่บ่นค่าเทอมแพง

By LEE กุมภาพันธ์ 12, 2019 0

แอนนี่ บรู๊ค ปล่อยโฮ ชีวิตสุดลำบาก ดูแลลูกชาย – แม่ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พ่อ-แม่บุญธรรมบอกจะส่ง น้องฑีฆายุ เรียน บ่นค่าเทอมแพง เลยไม่ยุ่ง รู้สึกเหมือนขอเงิน

แอนนี่ บรู๊ค ทำเอานักแสดงสาวและซิงเกิลมัม แอนนี่ บรู๊ค ถึงกับยิ้มไม่ออก เพราะตอนนี้เจ้าตัวเจอมรสุมหนัก ต้องดูแลลูกชาย น้องฑีฆายุ และคุณแม่ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เพียงลำพัง ซึ่งตั้งแต่คุณแม่ล้มป่วยทำให้ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนเพิ่มมากขึ้น ล่าสุดสาวแอนนี่ บรู๊ค และน้องฑีฆายุ ได้มาเปิดใจผ่านทางรายการ คุยแซ่บShow ทางช่อง One31 ที่มี หนิง ปณิตา และเป็กกี้ ศรีธัญญา เป็นพิธีกร

โดยแอนนี่ บรู๊ค เผยว่า “ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว แอนทราบว่าลูกมีภาวะสมาธิสั้น เราก็เลยไปปรึกษาคุณหมอ เขาบอกว่าเป็นอาการเริ่มต้น ถ้าคุณแม่ดูตั้งแต่วันนี้น้องก็ไม่ต้องกินยา ซึ่งตอนนี้เขาก็ดีขึ้นมาก ๆ เมื่อก่อนนั่งนิ่ง ๆ ไม่ได้เลย”

น้องฑีฆายุ พูดเสริมว่า “คุณแม่ใช้ความรัก และเล่นกับผม ทำให้ผมดีขึ้น และตอนนี้ก็อยู่นิ่ง ๆ ได้แล้ว ตอนที่แม่ทำงานต่างประเทศผมก็ไม่อยากให้แม่ไป ตอนแม่ไปทำงานผมก็เศร้านิดหน่อย เพราะว่าผมคิดถึงแม่มาก ๆ เพราะว่าผมต้องอยู่กับลุงและป้า แต่ตอนนี้ผมก็ได้อยู่กับแม่แล้ว เวลาแม่ร้องไห้ผมทำให้แม่ไม่ร้องไห้ ผมได้บุญเยอะมาก ๆ ผมก็บอกว่าแม่สู้ ๆ นะครับ ผมรักแม่นะครับ”

เรื่องคุณแม่ป่วย สาวแอนนี่ บรู๊ค บอกว่า “เมื่อเดือนที่แล้ว คุณแม่ล้มในห้องน้ำ แล้วแกเป็นเบาหวาน โรคกระดูกพรุนด้วย พอล้มปุ๊บแกไม่ได้บอกเรา นอนแช่อึ แช่ฉี่ ลุกไม่ได้อยู่บ้านที่ลำปาง แล้วไม่มีใครอยู่ที่บ้านเลย ประมาณ 2 วันถึงมีคนไปเจอ ซึ่งแม่โทรศัพท์มาหาบอกว่ากลับมาหาแม่หน่อย พอเราไปเจอแม่ก็อยู่ในสภาพที่มีแผลกดทับแล้ว ตอนนี้ก็เลยพาแม่มาอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วยกัน พาแกไปหาหมอ แต่ใจแกไม่สู้ ลุกขึ้นนั่งได้แต่แกก็ไม่ลุก ก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้วเหมือนกัน”

ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายนั้นสาวแอนนี่บอกว่า “ช่วงปีที่ผ่านมา พอรู้ว่าลูกสมาธิสั้น แอนก็หยุดบินไปทำงานต่างประเทศใช้เงินเก็บมาตลอด แล้วไหนจะค่าเทอม เสื้อผ้า หนังสือ พาเขาไปเที่ยวห้างบ้าง จนมาถึงต้นปีที่คุณแม่ป่วยมันก็แทบจะไม่มีเงินแล้ว

ซึ่งตอนที่คุณยายยังไม่ป่วย ค่าใช้จ่ายทั้งหมดอยู่ประมาณ 50,000 บาทต่อเดือน อันนี้คือประหยัดที่สุดแล้ว แล้วเราไม่เคยขอรับบริจาคและไม่เคยยืมเงินใคร คือพอเอาคุณแม่มาเรามีเงินแค่พอกินข้าว จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ แต่ไม่มีเงินพอที่จะซื้ออุปกรณ์ใหม่ ๆ ที่จะดูแลคุณแม่ มันก็ถึงเวลาแล้วที่เราต้องขอความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหนก็ต้องขอความช่วยเหลือบ้าง

แอนก็เลยคุยกับพี่ ๆ ตลกว่าหนูไม่ไหว หนูอยากได้เตียงให้คุณแม่ ท่านเป็นแผลกดทับ แล้วเป็นเบาหวาน ถ้ามันติดเชื้อในกระแสเลือดคือวันเดียวไปเลย ก็เลยบอกว่ามีใครพอจะสนับสนุนตรงนี้ได้บ้าง ทางพวกพี่ ๆ เขาเลยจัดมาให้ ก็ดีใจมากได้เอาเตียงให้ยายนอน

ถามว่าตอนนี้เงินพอใช้ไหม ไม่พอเราก็พยายามขายของออนไลน์ อัปเดตสินค้าใหม่ ๆ เรื่อย ๆ แล้วคุยกับเพื่อน ๆ ว่าใครมีอะไรให้ทำบ้าง คือแอนไม่ขอยืมเงินใคร ไม่เบียดเบียนใคร แต่ใครมีอะไรให้แอนทำแลกเงินบ้าง คือขอแค่นี้เอง แอนไม่อยากร้องไห้ออกสื่อ ไม่อยากให้ใครมาสงสาร

พอถามว่าเหนื่อยไหม มันก็ไม่ไหวแล้วจริง ๆ ส่วนเรื่องแพลนอนาคตยังนึกอะไรไม่ออก ก็ขายของออนไลน์อยู่ อยากให้ทุกคนเปิดใจ เรามีสินค้าหลากหลายให้เลือก เพราะเราคนไทยขี้เบื่อ”

แอนนี่ บรู๊ค

เรื่องคุณพ่อ คุณแม่บุญธรรม ของน้องฑีฆายุ นั้น สาวแอนนี่ บอกว่า “วันที่เป็นข่าวมีคนเสนอตัวจะส่งเสียน้องฑีฆายุเรียนจนจบปริญญาตรี แต่พอถึงแค่อนุบาลหนึ่ง เทอมแรกค่าเทอมก็ไม่ได้แพง เขาก็บอกว่ามันแพงไป เขาใช้คำพูดเหมือนเราไปขอเงินเขา ซึ่งจริง ๆ เราไม่ได้เป็นคนขอความช่วยเหลือ

เขาเป็นคนออกตัว ออกสื่อเอง เขาใช้คำพูดที่มันเหยียบใจเรา เราก็เลยบอกว่างั้นไม่เป็นไร เดี๋ยวหนูดูแลลูกเอง เรื่องดราม่าที่ให้ลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ เพราะค่าใช้จ่ายสูงนั้น ตอนแอนทำงานต่างประเทศแอนจ่ายได้ แล้วแอนคิดว่าต่อไปนี้แอนก็จะต้องทำงานไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่ไหว

ซึ่งเราเป็นคนขยันยังไงเราก็จ่ายได้ บางคนบอกว่าไม่มีตังค์จะให้เรียนทำไม อนาคตของลูกใคร ๆ ก็อยากให้ดีกว่าพ่อกว่าแม่อยู่แล้ว แต่ตอนนี้ก็ให้ลูกย้ายโรงเรียนมาเรียนโรงเรียนใกล้ ๆ บ้าน เป็นโรงเรียนสองภาษาธรรมดา”

เรื่องหัวใจถามว่ามีใครมายื่นข้อเสนออะไรให้ไหม แอน ตอบว่า “มีนะคะ แต่ว่าถ้าเขามาไม่ได้เพราะรัก หรือว่าอยากจะช่วยเหลือจริง ๆ ตั้งใจผ่านมาก็ผ่านไป เอาเงินให้อย่างนี้ เราไม่อยากลดคุณค่าตัวเองในเวลาที่เรามีวิกฤต อย่าลดคุณค่าตัวเองเพราะสถานการณ์บีบบังคับมันไม่จำเป็น ยืนด้วยตัวเองมันจะยืนได้นาน แต่ถ้าเกิดยืนได้เพราะมีคนอื่นเข้ามาช่วย …

อาร์ต พศุตม์ รับไปงานแต่งคู่กรณีจริง ยันไม่ได้ทำร้าย พร้อมเอาเรื่องถึงที่สุด

By LEE กุมภาพันธ์ 8, 2019 0

อาร์ต พศุตม์ หลังจากมีข่าวบุกไปงานแต่งของน้องอดีตหุ้นส่วนธุรกิจนมกล้วยที่กำลังมีเรื่องราวฟ้องร้องกันอยู่

อาร์ต พศุตม์ ล่าสุดงานพิธีเปิดโครงการ “ปลูกจิตสำนึกรู้คุณแผ่นดิน ปีที่ 8” ที่ อาร์ต เดินทางมาร่วมงานเจ้าตัวก็ชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าว

“ดำเนินคดีตามกฎหมายครับ ใครที่บอกว่าผมจะไปกระทืบเขา ผมไม่ได้จะไปกระทืบ คือไปดำเนินคดีตามกฎหมาย เพียงแต่ว่าที่บอกไปบุกงานแต่ง ไม่ได้ไปบุกครับ ไปดีๆ แต่งตัวสุภาพ เรียบร้อย แค่อยากรู้ว่าทางบ้านเขารับรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ลูกเขามาทำความเดือดร้อนให้กับคนอื่นไหม แค่นั้นเอง ซึ่งคำตอบที่ได้ก็คือ รู้ครับ”

เราเช็กคิวเองใช่ไหมว่าเขามีงานไหนบ้าง ถึงตามไป ?

“ก็ที่ลงเป็นค่าหัวไป ถ้ามีข้อมูลมาหาเรา เราก็ให้ 1,000-2,000 บาท เราแค่อยากรู้ว่าเขาอยู่ไหนเท่านั้นเองไม่มีอะไร”

ก่อนหน้านี้มีโอกาสเคยเจอกันไหม ?

“เขาหนีตลอดครับ ไม่เคยเจอกันเลย จริงๆ ตัวผมไม่ได้อยากเจอเขาหรอกครับ อยากจะเจอครอบครัวเขามากกว่า ครอบครัวเขารับรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ลูกมาทำความเดือดร้อนให้คนเยอะขนาดนี้ไหม แค่นั้นเอง”

ครอบครัวเขาว่ายังไงบ้าง ?

“เขาไม่คุยครับ”

เราไปคนเดียวเลยเหรอ ?

“ใช่ครับ ถามว่ากลัวไหม กลัวทำไมเหรอครับ ถ้าเขาจะทำร้ายก็ปล่อยให้เป็นคดีอาญาไป เราจะกลัวทำไม กฎหมายที่บ้านเมืองก็มี”

เขามีท่าทีตกใจไหมที่เจอเรา ?

“ตกใจครับ แต่ก็หลบหน้าไป”

พอเรารู้ว่าทางคู่กรณีทำผิด ซึ่งครอบครัวเขามีส่วนรู้เห็นด้วย รู้สึกยังไงบ้าง ?

“ถ้าเป็นบ้านผมนะ มีคนมาฟ้องกับพ่อแม่ว่าอาร์ตไปโกงคนอื่น ผมคงโดนพ่อแม่ตบแล้ว ไม่ต้องให้คนอื่นมาประจานออกเฟซบุ๊กหรือตามขนาดนี้ แต่ทางนั้นรู้ พอผมขอคุยหน่อยครับ เขาไม่คุย”

ที่บอกเป็นคดีอาญา คือเราโดนด้วยใช่ไหม ?

“เราโดนข้อหาหมิ่นประมาท ทั้งๆ ที่พูดเรื่องจริง”

ทุกวันนี้ในโซเชียลก็จะเห็นว่าคู่กรณีเรายังใช้ชีวิตปกติ ไปเที่ยวสังสรรค์ปกติ ?

“ใช่ ถูกต้อง ตอนนี้ก็ดำเนินเกี่ยวกับ ศปก.ตร. การเร่งรัดคดี, กองปราบฯ และเกี่ยวกับภาษีของบริษัทที่เขาไม่ได้จ่ายตามกำหนด ซึ่งผมให้ข้อมูลได้แค่นี้ นอกนั้นเกี่ยวกับเรื่องคดีทั้งหมด”

อาร์ต พศุตม์

แสดงว่าความคืบหน้าของคดีนี้เป็นศูนย์เลยใช่ไหม ?

“ไม่ศูนย์ครับ แต่บอกไม่ได้ ตอนนี้ผมต้องเล่นใต้น้ำแล้ว เพราะเปิดไพ่ให้แล้วว่าเราจะไปวันนี้ ก็หนี ในเมื่อเปิดไพ่ให้แทนที่จะชนกับเรา ไม่ชน หนี ผมก็คงต้องใต้น้ำบ้างแล้ว”

ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน ?

“ยังอยู่ที่เดิมครับ”

กลัวคดีจะยืดเยื้อไหม ?

“อีก 10 ปี ผมก็จะตาม สติผมต้องเต็มร้อยทุกอย่างในการจะทำอะไรครับ ไม่อย่างนั้นป่านนี้คงจะต้องมีอยู่โรงพยาบาลกันบ้างแล้ว ผมมีสติตลอดเวลา ไม่รู้ว่าข่าวไปเขียนยังไง แต่คำพูดที่ผมจะไปกระทืบเขา ผมไม่ได้พูด ผมพูดว่า ถ้าผมจะทำ ผมทำไปนานแล้ว ผมไม่คิดจะไปทำร้ายใคร”

เราอยากผลการตัดสินออกมาเป็นอย่างไร ?

“ถึงที่สุดครับ ผมไม่รู้ว่าถึงที่สุดจะได้ระดับแค่ไหน แต่คนคนนี้ไม่ควรอยู่ในสังคมแล้ว”

เหมือนเราออกมาเป็นกระบอกเสียงแทนตัวแทนคนอื่นไปด้วย ?

“ถึงบอกไงครับว่า ทุกคนที่ดูข่าวอยู่ตอนนี้ อาร์ต พศุตม์ แรง ไปบุกงานแต่ง จะบอกว่า 1 บาทผมก็ไม่ได้นะ แล้วผมเป็นดารา ผมจะเอาชื่อเสียงเข้ามาแลกเพื่ออะไร ผมทำเพื่อความเดือดร้อนคนอื่น ผมไม่ได้ลงสมัครหาเสียงเลือกตั้ง ผมไม่ต้องการเสียง แต่ต้องการให้ทุกคนได้เงินคืน และคนคนนี้มีมาหลายคดีแล้ว”

มีใครที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเราหรือยัง ?

“ขอไม่บอกนะ เอาเป็นว่ามีคนช่วยดีกว่า”

ฝั่งเขามีท่าทีกลัวเราไหม ?

“เอาเป็นว่าไม่สนใจดีกว่า ของเราแน่กว่า”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…